พันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย (พสป)

166/23 ณัฐกานต์ 3 พหลโยธิน 52 คลองถนน สายไหม กรุงเทพ 10220

โทร/แฟกซ์ 02-9727035 โทร 018229477 Email :clist@loxinfo.co.th Website: www.workers-voice.org

 

วันที่ 20 เมษายน 2549

เรื่อง ขอให้แต่งตั้งกรรมการที่เป็นกลางตรวจสอบนาง วรรณพร ชูอำนาจ ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานไทยในฮ่องกง
กรณีการเสนออนุมัติเงินค่าเช่าสำนักงานแรงงานไทยแห่งใหม่ในฮ่องกงที่
เป็นงบผูกพันสิ้นเปลือง โดยไม่สมควร
และการออกระเบียบเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทจัดหา
งานและนายหน้าจัดหางานในฮ่องกง

เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานนาย สมศักดิ์ เทพสุทิน

สืบเนื่องมาจาก สำนักงานแรงงานไทยในฮ่องกง โดยนาง วรรณพร ชูอำนาจ กงศุลฝ่ายแรงงาน ได้มีการเสนอเรื่องให้ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหม่จากเดิมตั้งอยู่ที่ Room 2202 22/f Bangkok Bank Building 14-20 Bonhamstrand West Sheung Wan Hongkong ไปที่แห่งใหม่ในย่านใจกลางธุรกิจ โดยอ้างว่า ที่ตั้งแห่งใหม่จะอยู่ไกล้สถานกงสุล ควรย้ายให้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแรงงานไทยในฮ่องกง

จากการตรวจสอบพบว่า การย้ายสำนักงานแรงงานไทยในฮ่องกง ไปที่ตั้งแห่งใหม่ยังไม่มีความจำเป็นและปราศจากเหตุผลอันสมควรแต่ประการใดขัดต่อหลักการประหยัดของการบริหารงบการคลังของรัฐเพราะสำนักงานปัจจุบันมีขนาดพื้นที่ 1700 ตารางฟุต มีจำนวนเจ้าหน้าที่ ปฏิบัติงานทั้งหมด เพียง 10 คน ไม่ได้เพิ่มมากขึ้นไปกว่าเดิม และสำนักงานที่ตั้งปัจจุบันมีค่าเช่าและค่าใช้จ่ายส่วนกลาง การบำรุงรักษา รวมทั้งค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า สาธารณูปโภค รวมเหมาจ่ายเดือนละ 24,500 HK$ หรือเป็นเงินไทย 122,500 บาท ในขณะที่สำนักงานแห่งใหม่ในขนาด 3200 ตารางฟุตต้องใช้เงินงบประมาณเป็นค่าเช่าต่อเดือนสูงถึงเดือนละ 130,000 เหรียญฮ่องกงหรือต้องจ่ายค่าเช่าคิดเป็นเงินไทยเดือนละ 656,500.00 บาท สูงไปกว่าเดิมถึง 5 เท่า และยังมีการอนุมัติค่าใช้จ่ายส่วนกลางอีกเดือนละประมาณ 60,000 เหรียญ HK$ หรือคิดเป็นเงินไทย 300,000.00 บาท รวมค่าใช้จ่ายสำนักงานทั้งค่าเช่าและค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อเดือนเดือนละ 956,500.00 บาท รวมเป็นจำนวนงบประมาณผูกพันปีละประมาณ 11,478,000.00 บาท เพราะที่ตั้งสำนักงานแห่งใหม่ เป็นที่ตั้งในย่านธุรกิจ อาคารตั้งอยู่ริมทะเล สำนักงานอยู่ชั้นสูง มีทิวทัศน์งดงามมาก สำนักงานแห่งใหม่จึงเป็นสิ่งหรูหรา สิ้นเปลืองเงินงบประมาณแผ่นดิน เกินความจำเป็น ขัดต่อหลักการประหยัด และยังเป็นจำนวนเงินงบประมาณผูกพันที่สูงเกินไป เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการที่หรูหราของผู้บริหารสำนักงานแรงงานไทยในฮ่องกง

การย้ายสำนักงานแห่งใหม่ได้มีการเสนอมาตั้งแต่สมัยที่นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งได้อนุมัติงบประมาณค่าเช่าสำนักงานแห่งใหม่เพียงเดือนละประมาณ 64,000 เหรียญฮ่องกง หรือคิดเป็นเงินไทยราว 352 , 000.00 บาท แต่ปรากฏว่าเมื่อนาย สมชาย วงษ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นพี่เขยของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ย้ายมาจากกระทรวงยุติธรรม มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2549 ได้อนุมัติการเช่าสำนักงานแห่งใหม่ในฮ่องกง ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 656,500.00 บาท และค่าใช้จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ บำรุงรักษาอีก ประมาณเดือนละ 300,000 บาท รวมทั้งสิ้นคิดเป็นเงินที่ต้องจ่ายเดือนละ956,500.00 บาท หรือเป็นเงินงบประมาณที่ต้องจ่ายปีละ 11,478,000.00 บาท บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกจนผิดปกติและนับได้ว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงเป็นอย่างมากดดยไม่มีความจำเป็นแต่ประการใด

สำหรับเหตุผลการย้ายสำนักงานเพื่อความสะดวกสบายของผู้ที่มาติดต่อสำนักงานแรงงานไทยในฮ่องกงนั้นปรากฏว่า ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหม่นั้นถึงแม้อยู่ในพื้นที่เดียวกันกับสถานกงสุลไทย แต่ไม่มีรถโดยสารต้องเดินทางเท้าไปติดต่อสถานกงสุลไทย ใช้เวลามากกว่า ในขณะที่ ที่ตั้งเดิมนั้นมีรถไฟฟ้าใต้ดินและรถรางสะดวกมีความสะดวกและรวดเร็วกว่าใช้เวลาเพียง 15 นาที

ดังนั้นการย้ายที่ตั้งสำนักงานใหม่จึงไม่ได้มีความสะดวกมากไปกว่าเดิม อีกทั้งไม่เพียงแต่เป็นการสิ้นเปลืองโดยไม่มีความจำเป็นใดๆแล้ว ยังสงสัยได้ว่าจะมีการดำเนินการที่อาจมีผลประโยชน์ได้เสียทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจากต้องติดต่อขอเช่าผ่านบริษัทอหังสาริมทรัพย์ของเอกชนและต้องจ่ายค่านายหน้าจำนวนที่สูงอีกด้วย รวมทั้งยังต้องจ่ายเงินค่าตกแต่งภายในสำนักงานที่ก่อให้เกิดการใช้เงินสินเปลืองตามมา

การที่ปลัดกระทรวงแรงงานนาย สมชาย วงษ์สวัสดิ์ ได้เข้ารับตำแหน่งในเวลาเพียงไม่กี่วันแต่ได้อนุมัติเงินการย้ายสำนักงานแรงงานไทยในฮ่องกงตามข้อเสนอของนาง วรรณพร ชูอำนาจ โดยปราศจากการตรวจสอบในรายละเอียด หรือไม่มีการปรึกษาหารือกับข้าราชการกระทรวงแรงงานหรือข้าราชการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง นอกจากจะเป็นการประมาทเลินเล่อขาดความรอบคอบในการอนุมัติเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารราชการได้ แล้ว ยังเป็นการทำให้ผู้ใช้แรงงานและผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมเกิดความไม่มั่นใจ เมื่อปลัดกระทรวงแรงงานมีความรับผิดชอบต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการประกันสังคมที่มีเงินอยู่จำนวนมากกว่าสามแสนล้านบาท

ดังนั้นจึงขอให้รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานได้สั่งการระงับการอนุมัติเงินและการย้ายสำนักงานแรงงานไทยในฮ่องกงไว้ก่อน พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางจากหน่วยงานอื่นๆ ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว หากพบว่า การขอเสนอให้มีการย้ายสำนักงานแรงงานในฮ่องกงไม่มีเหตุผลอันสมควรและยังมีพฤติกรรมน่าสงสัยที่อาจส่อไปในทางทุจริตหรือมีส่วนได้เสียทั้งทางตรงและทางอ้อมขอให้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยทันที

นอกจากแล้วยังปรากฏถึงถึงพฤติกรรมที่น่าสงสัยเกี่ยวกับกรณีสำนักงานแรงงานไทยในฮ่องกง โดยนาง วรรณพร ชูอำนาจ ได้ออกระเบียบด้านต่างๆที่เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทจัดหางานหรือเอเย่นซี่ในด้านต่างๆ อาทิเช่น ระเบียบการห้ามแรงงานหญิงมอบอำนาจให้ญาติหรือเพื่อนขอยื่นเอกสารทำสัญญาจ้างกับนายจ้างที่สามารถหาได้เอง แต่ไม่สามารถทำสัญญาจ้างให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน ซึ่งครบกำหนดวีซ่าของฮ่องกง ต้องไปมอบอำนาจให้บริษัทจัดหางานในฮ่องกงเป็นผู้ดำเนินการให้ ซึ่งต้องเสียเงินให้กับบริษัทจัดหางานในฮ่องกง หรือ การใช้อำนาจในการไม่อนุมัติให้แรงงานหญิงที่เดือดร้อนมาพักบ้านพักฉุกเฉิน เมือถูกบอกเลิกสัญญาจ้างหรือได้รับความเดือดร้อนฉุกเฉินเช่นถูกทุบตีจากนายจ้าง โดยแนะนำและผลักไสให้ไปพักอยู่กับบริษัทจัดหางานหรือเอเย่นซี่ ซึ่งต้องไปเสียเงินค่าที่พักให้กับเอเย่นซี่ พฤติกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเป็นการซ้ำเติม สร้างความเดือดร้อนให้กับแรงงานหญิงในฮ่องกงเท่านั้น ยังอาจสงสัยได้ว่า อาจจะมีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบริษัทจัดหางานในฮ่องกง จึงได้ออกระเบียบและใช้อำนาจหน้าที่ในการไม่ให้ผู้ที่เดือดร้อนได้ให้พักที่บ้านพักฉุกเฉิน

นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานอีกว่าสำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง ยังได้จัดส่งเจ้าหน้าที่คือนาย ชยันต์กานต์ ศักดาเจริญกิจ ออกไปเรี่ยไรและเรียกเก็บเงินจากบริษัทจัดหางานในฮ่องกง ในระหว่างปี 2547-2548

กลุ่มองค์กรของแรงงานหญิงที่ทำงานประกอบอาชีพแม่บ้าน ยังได้รายงานและร้องเรียนอีกว่า ในการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติในปี 2005 ที่ผ่านมานั้น มีการใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงแรงงานในการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติในฮ่องกงจำนวนมาก จึงขอให้มีการตรวจสอบถึงรายรับ-รายจ่ายในส่วนที่เป็นเงินงบประมาณการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ว่ามีรายรับและค่าใช้จ่ายโดยถูกต้องหรือมีการใช้จ่ายที่ส่อไปในทางทุจริตหรือไม่

ดังนั้นพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย(พสป)จึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานแต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางสอบสวนพฤติกรรมที่ส่อไปในทางการใช้อำนาจไปในทาง เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทจัดหางาน หรือเอเย่นซี่ ตลอดจนตรวจสอบการบริหารงานภายในสำนักงานแรงงานไทยในฮ่องกงที่มีลักษณะการกลั่นแกล้ง กดดัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถทนทำงานต่อไปได้ เช่นการบีบบังคับให้ทำเจ้าหน้าที่ของสำนักงานทำสัญญาจ้างปีต่อปีอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อให้มีการใช้ระเบียบราชการเพื่อประโยชน์สุขของแรงงานหญิงในฮ่องกง รวมทั้งตรวจสอบความถูกต้อง โปร่งใสของการใช้จ่ายเงินงบประมาณวันแรงงานแห่งชาติในฮ่องกงเมื่อปี 2005

อนึ่งเนื่องจากผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานไทยในฮ่องกง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว อาจใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการกดดันและกลั่นแกล้งต่อพนักงานและผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ซึ่งปรากฏว่าขณะนี้ได้มีการนำสัญญาจ้างปีต่อปี ซึ่งไม่เป็นธรรม มาบีบบังคับให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกงยอมเซ็นต์ทำสัญญาดังกล่าว จนกระทั่งได้มีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานแรงงานไทยในฮ่องกงได้ลาออกไปเป็นจำนวนมากแล้ว เนื่องจากถูกกดดันกลั่นแกล้งในด้านต่างๆ ตลอดจนอาจทำการโยกย้ายทำลายเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจึงขอให้มีคำสั่งย้ายออกจากฮ่องกงหรืองดปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานแรงงานไทยในฮ่องกงเป็นการชั่วคราวจนกว่าการดำเนินการสอบสวนทุกกรณีจะแล้วเสร็จ

การให้นางวรรณพร ชูอำนาจ งดปฎิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว หรือย้ายเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศอื่นๆ เป็นการชั่วคราว เชื่อว่า จะมี หลายส่วนที่เกี่ยวข้องในการเปิดเผยข้อมูลในหลายละเอียด เพื่อประโยชน์ในการสอบสวนข้อเท็จจริง

จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2549และขอให้แจ้งผลการดำเนินงานให้ทางพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตยและสาธารณชนและสื่อมวลชนได้รับทราบกันทั่วถึง

 

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

 

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข

ประธานพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย(พสป)