ขบวนการแรงงานเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาท
จดหมายข่าวเพื่อนคนงาน
ลอยตัวน้ำมันดีเซลแล้ว รัฐบาลสิ้นท่า ล้มเหลวในการพยุงราคาน้ำมันต้องปล่อยให้ขึ้นราคาโครตแพง ขยับถึงลิตรละ 23 บาท แพงมหาประลัย ฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยตกรูดมหาราชไปอยู่ที่ร้อยละ 3.3 อีกทั้งมาตรการประหยัดพลังงานไม่ได้ผล ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มในเดือนพฤษภาคม สูงขึ้นถึง 3.7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่ารถเดินทาง ที่อยู่อาศัย พากันยกโขยงพาเหรด ขึ้นราคากันเต็มที่ ประชาชนตกอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัวกันแล้ว ความอดอยากยากจนกำลังมาเยือนทุกหลังคาเรือน
รัฐบาลทักษิณกำลังสิ้นไร้ไม้ตอก หมดปัญญา ไร้ความสามารถในการควบคุมราคาสินค้า ปล่อยให้นายทุนผลักภาระจากต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมาให้ประชาชนแต่ฝ่ายเดียว ในขณะที่รัฐบาลได้ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ไปแล้ว และกำหนดให้เงินเดือนขั้นต่ำข้าราชการอยู่ที่ เดือนละ 7000 บาทหรือวันละ 233 บาท ในขณะที่ผู้ใช้แรงงานนั้นได้รับค่าจ้างกันเพียงวันละ 175 บาทหรือเดือนละ 4550 บาทเท่านั้น
ค่าจ้างที่ต่ำสุดแสนจะระยำ ดังกล่าวนี้ถือเป็นเพียงค่าจ้างอันน้อยนิด และเป็นเพียงเศษเงินของนายทุนที่ทำกำไร จนพากันร่ำรวยกันล้นฟ้าล้นแผ่นดิน ในขณะที่ฝ่ายคนงานนั้นยากจนกันจมธรณีแผ่นดิน ชนิดที่เรียกกันว่า โงหัวไม่ขึ้น
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงาน ออกสำรวจราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพบว่า สินค้าจำเป็นในหมวดอาหารที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับจรวดอาพีจี อาทิเช่น ข้าวสารกก.ละ 20 บาท ไข่ไก่ฟองละ 4 บาท ปลาทูตัวละ 20 บาท เนื้อหมูกก.ละ 110 บาท ค่ารถมอเตอ์ไซด์เข้าซอยกม.ละ 10 บาท ฯลฯ ส่งผลให้ค่าจ้างที่ต่ำอยู่แล้วตกต่ำลงไปกว่าเดิมอีก จนทำให้คนงานทุกคนมีหนี้สินกันทุกคนและครอบครัวต้องอดอยากยากจนแสนสาหัส หลายรายถึงกับแก้ปัญหาด้วยการฆ่าตัวตายทั้งตายเดี่ยวและตายหมู่ยกครัวกันทีเดียว ดังนั้นจึงเห็นสมควรเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 233 บาทหรือเดือนละ 7000 บาทด้วยเหตุผลเดียวกันกับมาตรฐานขี้นต่ำของรัฐบาลที่ปรับให้กับข้าราชการทุกคนตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา
ในขณะที่กระทรวงแรงงาน ยังประเมินว่า หากปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำขึ้น 3-6 บาท จะกระทบอัตราเงินเฟ้อ 0.12-0.15% แต่หากปรับเพิ่ม 10 บาท จะกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ 0.2% ซึ่งก็ไม่กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากนัก และข้อเรียกร้องของฝ่ายแรงงานที่ต้องการปรับขึ้นเป็นวันละ 233 บาท เป็นไปได้ยาก
พ . ต. ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 48 โดยมีเนื้อหาบางส่วนว่า วันนี้เมื่อเศรษฐกิจไม่ลื่นเท่าที่ควร จึงจำเป็นยิ่งต้องเติมเงินในกระเป๋าประชาชน โดยเติมเงินให้ประชาชนหลายกลุ่ม โดยเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและเงินบำนาญข้าราชการอีก 5% ตั้งแต่วันที่1 ตุลาคมใช้วงเงินรวม2 หมื่นล้านบาท
พ.ต.ท.กล่าวว่าให้คณะกรรมการไตรภาคีพิจารณาเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ การคุยเบื้องต้นที่วันละ 6 บาท มีผลวันที่ 1 สิงหาคมนี้ และจะจูงใจแก่เอกชนเพิ่มเบี้ยยังชีพให้แก่ลูกจ้างที่เงินเดือนน้อย โดยคนที่เงินเดือนไม่ถึง 10,000 บาท ต้องเพิ่มให้ 1,000 บาท แต่ถ้าเพิ่มแล้ว 1,000 บาท ยังไม่ถึง 7,000 บาท ก็ให้ปรับให้ได้ถึง 7,000 บาท เงินส่วนที่เพิ่มนี้ บริษัทนำมาลดหย่อนภาษีได้ 150% รวมทั้งให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุ 1.2 ล้านคน เดือนละ 300 บาท/ คน/ เดือน
จะเห็นได้ว่ามาตรการทางเศรษฐกิจ ในการเพิ่มอำนาจซื้อของประชาชนนั้นรัฐบาลมุ่งเน้นกลุ่มชนชั้นกลาง ในขณะที่การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำนั้นเป็นการเพิ่มที่น้อยมากและไม่มีความหมายต่อการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น มาตรการดังกล่าวจึงเป็นเพียงการลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ไม่ให้เกิดการปะทุขึ้นมาของการเคลื่อนไหวเรียกร้องของกรรมกรเท่านั้น
การกระตุ้นการบริโภคอย่างเต็มที่ตามมาตรการดังกล่าว ยังเป็นการสวนกระแสการประหยัดการใช้พลังงานอีกด้วย เพราะยิ่งบริโภคมากเท่าไร ก็ยิ่งมีการใช้พลังงานมากขึ้น ดังนั้นมาตรการประหยัดน้ำมันของรัฐบาลจะล้มเหลวเหมือนเช่นเคย
ด้วยเหตุนี้นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงาน และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ประธานสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ จึงได้ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรต่างๆจัดชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลครั้งใหญ่ ในวันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม 2548 ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล โดยคาดว่าจะมีคนงานเข้าร่วมถึงหนึ่งหมื่นคน นับเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปีนี้