รัฐบาลทักษิณ หมดท่า เงินเฟ้อรุนแรงสุดในรอบปี

 


3 สิงหาคม 2548
เงินเฟ้อเดือน ก.ค.อยู่ที่ระดับ 5.3% สูงสุดในรอบ 6 ปี นับจากปี 2541

นายการุณ กิตติสถาพร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แถลงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ ( เงินเฟ้อ) เดือน ก.ค.2548 เท่ากับ 110.4 เพิ่มขึ้น 5.3% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 6 ปี และเพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.ที่เป็นเดือนก่อนหน้าในอัตรา 1.6% ส่วนอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 7 เดือน ม.ค.-ก.ค.เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นในอัตรา 3.6%

โดยสาเหตุที่เงินเฟ้อเดือน ก.ค.เพิ่มขึ้น มาจากดัชนีสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 0.6% โดยสินค้าสำคัญที่ราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ สินค้าไก่สด เนื่องจากความต้องการบริโภคทั้งในและต่างประเทศ สินค้าปลาและสัตว์น้ำ ได้แก่ ปลาจะละเม็ดดำ ปลาทู กุ้งแห้ง เป็นต้น สินค้า ไข่ไก่ สินค้าผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ นมสด นมข้นหวาน เป็นต้น สินค้าผลไม้ ได้แก่ เงาะ มะม่วง ส้มเขียวหวาน เป็นต้น และสินค้าอาหารสำเร็จรูป เครื่องประกอบอาหาร ได้แก่ ขนมหวาน น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลมะพร้าว ผงชูรส เป็นต้น

น้ำมันต้นเหตุดันเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ผลักดันให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นในเดือน ก.ค. มาจากดัชนีหมวดไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 2.2% สินค้าที่มีราคาสูงขึ้น ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล เช่น สบู่ถูตัว ยาสีฟัน น้ำหอม แป้งทาผิว ผลิตภัณฑ์ป้องกันและบำรุงผิว ครีมนวดผม ผ้าอนามัย ค่าแต่งผมชายและสตรี

ทั้งนี้ จากสัดส่วนของเงินเฟ้อสูงขึ้นเทียบเดือนที่ผ่านมา 1.6% พบว่า เป็นการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 0.9% และค่าโดยสารสาธารณะ 0.3% โดยทั้งสองปัจจัย มีผลต่อเงินเฟ้อสูงขึ้นถึง 75% ส่วนอีก 25% เป็นเหตุผลจากปัจจัยอื่นๆ

" อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเดือนต่อเดือนถือว่าโดดมากที่สุด เนื่องจากหลายปัจจัยมาบรรจบกัน อย่างค่าโดยสารรถเมล์ในกรุงเทพฯ สูงขึ้น 7% ค่ารถเมล์เล็ก สูงขึ้น 19.3% ค่ารถปรับอากาศชั้นหนึ่งในต่างจังหวัดสูงขึ้น 8.6% ค่ารถปรับอากาศชั้น 2 ในต่างจังหวัดสูงขึ้น 8.6% ค่าโดยสารเครื่องบินสูงขึ้น 3.9% ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินสูงขึ้น 11.3% น้ำมันเบนซิน 95 สูงขึ้น 10.9% และราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้นถึง 16.5%" นายการุณ กล่าว

ปรับเป้าคาดทั้งปีขึ้นสูงสุด 4.2%

สำหรับเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ในอัตรา 3.8-4.2% จากเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายไว้ที่อัตรา 3.5-4.0% โดยอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่า อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท 40-42 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 14 วันเฉลี่ยทั้งปีที่ 2.75% ราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาสินค้าเกษตรเฉลี่ยทั้งปีสูงขึ้นประมาณ 8-10%

เขากล่าวว่า เงินเฟ้อทั้งปีหากสูงขึ้นถึง 4.0% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น่าเป็นห่วง แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้สูงไปมากกว่านี้ ขณะที่เงินเฟ้อสำหรับเดือนหน้า (ส.ค.) ไม่น่าจะสูงไปกว่าเดือนนี้ (ก.ค.) เพราะปัจจัยราคาสินค้าที่ขยับสูงขึ้น เช่น ค่าโดยสารรถประจำทางไม่น่าจะปรับขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม พบว่าเงินเฟ้อในไทยไม่น่าเป็นห่วงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อาทิ ฟิลิปปินส์ เงินเฟ้ออยู่ที่ 7.6% อินโดนีเซีย 7.4% เม็กซิโก 4.3% เวียดนาม 8.1% มาเลเซีย 3.2% สิงคโปร์ 0.2% ญี่ปุ่น 0.5%

นายการุณ กล่าวอีกว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือน ก.ค.2548 เท่ากับ 102.7 สูงขึ้นจากมิ.ย. 0.7% สูงขึ้น 1.9% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน และสูงขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (ม.ค.-ก.ค.)

สำหรับดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ก.ค.เท่ากับ 126.9 สูงขึ้นจากมิ.ย.1.0% สูงขึ้น 9.6% เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน และสูงขึ้น 9.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ( ม.ค.-ก.ค.) โดยสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นได้แก่สินค้าหมวดผลิตภัณฑ์จากเหมืองสูงขึ้น 3.0% และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสูงขึ้น 1.3% ขณะที่หมวดผลผลิตเกษตรกรรมดัชนีราคาลดลง 2.1%

ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน ก.ค.2548 เท่ากับ 123.4 สูงขึ้น 0.8% จากเดือน มิ.ย. สูงขึ้น 0.2%เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน และ สูงขึ้น 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (ม.ค.-ก.ค.) โดยสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น ได้แก่ สินค้าหมวดซีเมนต์คอนกรีต กระเบื้อง วัสดุฉาบผิด เป็นต้น และหมวดสินค้าที่ราคาลดลง ได้แก่หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก และอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา

ภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงนี้ จะส่งผลกระทบต่อการครองชีพของคนจนดดยทั่วไป ดดยที่รับบาลนั้นได้มีมติครม.เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเพียงวันละ 6 บาท จากเดิมวันละ 175 บาทเป็น วันละ 181 บาทในเขตกรุงเทพและจังหวัดไกล้เคียง ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นที่น้อยมากและขบวนการแรงงานได้ขีดเส้นให้รัฐบาลเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาท เท่ากันทั่วประเทศให้ได้ภายในเดือนตุลาคม 2548 นี้ มิเช่นนั้นจะทำการเคลื่อนไหวกดดันต่อรับบาล