การเมือง 2550 ปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจดิ่งลงเหว
ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี 2547 ต่อเนื่องจนถึงปี 2549 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัดเจนที่สุด จนกระทั่งการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐกิจค่อนข้างมากและรุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อ ค่าเงินบาทแข็งตัวจากมูลค่าแลกเปลี่ยน 40 บาท ต่อ 1 ดอลล่าห์ เป็น 36 บาทต่อ 1 ดอลล่าห์ นำมาสู่การเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์ จนธนาคารแห่งประเทศไทยต้องกำหนด มาตรการการควบคุมการไหลเข้ามาของเงินทุนด้วยความหวาดเกรงการเก็งกำไรค่าเงินบาทหรือที่เรียกกันว่า มาตรการ 18 ธันวาคม โดยการกำหนดให้สถาบันการเงินที่รับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท ต้องกันสำรองเงินตราต่างประเทศนั้นไว้ 30% ของเงินตราต่างประเทศดังกล่าว ส่วนที่เหลืออีก 70% ให้รับซื้อหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทแก่ลูกค้า ซึ่งลูกค้าจะขอเงินคืนที่กันไว้ 30% ได้เมื่อครบกำหนด 1 ปี แต่หากจะนำเงินลงทุนกลับคืนก่อนครบ 1 ปี ก็จะได้รับคืนเพียง 2 ใน 3 ของเงินที่กันไว้เท่านั้น โดยมีผลบังคับใช้สำหรับการทำธุรกรรมตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2549 เป็นต้นไป ผลที่เกิดในวันต่อมาคือ ตลาดหุ้นลดลงต่ำสุด 142.63 จุด ก่อนที่จะปิดตลาดที่ 622.14 จุด ลดลง 108.41 จุด เปลี่ยนแปลงร้อยละ 14.84 และเงินบาทอ่อนค่าลงไปที่ ระดับ 35.90-35.92 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่แล้ว ต้องปั่นป่วนและทรุดฮวบลงทันทีเมื่อเกิด การลอบวางระเบิดหลายจุดในกรุงเทพมหานคร ตลอดจนการดำเนินการของทางการในการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่มีความเกี่ยวข้องกับการลงทุน กล่าวคือนักลงทุนชะลอการตัดสินใจการลงทุนไว้ก่อน เพราะขาดความมั่นใจในสถานการณ์การเมือง การลอบวางระเบิดจนมีผู้เสียชีวิต3 คน บาดเจ็บกว่า 50 คนในกรุงเทพพร้อมกัน 8 จุด และอีกหลายแห่งที่ปรากฏขึ้นมาในเวลาต่อมา แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงทางการเมือง ย่อมทำให้ประเทศไทยสูญเสียบรรยากาศการลงทุนลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบการท่องเที่ยว และการค้าปลีก ส่วนมาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น แม้มาตรการดังกล่าวจะสามารถสกัดกั้นการเก็งกำไรค่าเงินบาทได้ มีผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่มาตรการดังกล่าวจะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่างชาติในประเทศไทยทำให้ต้นทุนการจัดหาแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศสูงขึ้นจากการที่ต้องกันสำรองเงินตราต่างประเทศร้อยละ 30 ส่งผลให้ธุรกิจขาดความยืดหยุ่นในการจัดหาเงินทุน ซึ่งจะสร้างความไม่คล่องตัวในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆที่ไม่มีมาตรการดังกล่าว ปรับปรุงแก้ไขพรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่จะกลายสภาพเป็นบริษัทคนต่างด้าวตามนิยามใหม่ของ “ คนต่างด้าว ” ที่พิจารณาสิทธิในการออกเสียงประกอบด้วย จะต้องแก้ไขโครงสร้างให้ถูกต้องตามกฎหมายใหม่ภายในระยะเวลาที่ทางการกำหนด แต่กฎหมายนี้อาจไม่มีผลกระทบต่อบริษัทต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมการผลิต และธุรกิจบริการบางประเภทที่จะมีการนำออกจากบัญชี 3 แนบท้ายพรบ. ซึ่งจะทำให้บริษัทต่างชาติในธุรกิจนั้นๆสามารถดำเนินธุรกิจได้เช่นเดียวกับนิติบุคคลไทย
ผลต่อแนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ในปี 2550 คงมีน้อยลงทั้งในแง่ปริมาณและขนาดมูลค่าของธุรกรรม คาดว่าการลงทุนโดยตรงสุทธิจากต่างประเทศในปี 2550 อาจปรับตัวลดลงจากปี 2549 การลงทุนโดยตรงสุทธิจากต่างประเทศอาจมีมูลค่าประมาณ 5,860 ล้านดอลลาร์ฯ ลดลงร้อยละ 38 จากปี 2549 ( ที่คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 9,446 ล้านดอลลาร์ฯ) ต่ำกว่าประมาณการในช่วงก่อนหน้าที่คาดว่าจะมีมูลค่า 7,090 ล้านดอลลาร์ฯ ในกรณีหากไม่มีผลกระทบจากเหตุการณ์วินาศกรรมในกรุงเทพฯและการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ขณะเดียวกัน หากบริษัทที่มีลักษณะเข้าข่ายนอมินี และเป็นธุรกิจที่ระบุในบัญชีแนบท้ายพรบ. ต้องปรับโครงสร้างการถือหุ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน จะส่งผลเกิดภาวะเงินลงทุนของต่างชาติไหลออกจำนวนมากในช่วงเวลาที่มีการขายหุ้นออกไป สภาวะเงินทุนไหลออกที่ถูกบังคับโดยเงื่อนไขกฎหมายใหม่ อาจส่งผลเป็นลูกโซ่ไปสู่การทบทวนการลงทุนของธุรกิจบางส่วน โดยเฉพาะธุรกิจนอกภาคอุตสาหกรรมที่อาจมีลักษณะของการลงทุนในระยะสั้น ซึ่งอาจส่งผลให้การลงทุนโดยตรงสุทธิในปี 2550 มีมูลค่าลดลงต่ำกว่า 3000 ล้านดอลลาร์ฯ หรืออาจเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 7 ปี ในรอบหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้องแข่งขันการค้าระหว่างประเทศอย่างรุนแรงมากประกอบกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลให้จำเป็นต้องเพิ่มค่าจ้างให้สูงขึ้นในแต่ละปี อุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานเข้มข้น เช่นสิ่งทอ ตัดเย็บเสื้อผ้า จึงต้องปรับตัวเองในการย้ายฐานการผลิตทั้งๆที่ย้ายฐานการผลิตไปในเขตชายแดนเพื่ออาศัยค่าจ้างแรงงานราคาถูก และการย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศจีนและกลุ่มประเทศอินโดจีนเช่น เวียดนาม ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมพากันเลิกกิจการจำนวนมาก ซึ่งหมายถึงการเลิกจ้างลอยแพคนงานครั้งใหญ่ รวมไปถึงอุตสาหกรรมอื่นๆเช่น อีเล็คทรอนิกส์ที่ต้องปรับตนเองในด้านการลดกำลังคนงานให้น้อยลงและให้คนงานที่เหลืออยู่ทำงานกันหนักหน่วงเพิ่มมากขึ้นไปอีก มีการนำวิธีการบริหารการผลิตแบบใหม่เช่น การกำหนดเป้าการผลิตให้เพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนคนงานลง ในขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาช่องว่างระหว่างความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรม กับความสามารถในการผลิตแรงงานของระบบการศึกษา เช่น ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคอุตสาหกรรม โดยปี 50 คาดว่าจะขาดแคลนแรงงาน 200,000 คน เนื่องจากแบบแผนการผลิตการกำลังแรงงานในสถาบันการศึกษาไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ดังนั้นผู้ที่จบการศึกษาจึงหางานทำไม่ได้จำนวนมาก ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาช่องว่างระหว่างความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรม กับความสามารถในการผลิตแรงงานของระบบการศึกษา เช่น ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคอุตสาหกรรม โดยปี 50 คาดว่าจะขาดแคลนแรงงาน 200,000 คน เนื่องจากแบบแผนการผลิตกำลังแรงงานในสถาบันการศึกษาไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ดังนั้นผู้ที่จบการศึกษาจึงหางานทำไม่ได้จำนวนมาก ทั้งหมดนี้คือปัจจัยสำคัญทางด้านเศรษฐกิจที่จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการว่างงานที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นแต่ดูเหมือนว่ากระทรวงแรงงานนั้นตกอยู่ในฐานะตั้งรับต่อสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ขาดมาตรการเชิงป้องกันและการเยียวยาที่มีต่อปัญหาการเลิกจ้างที่จะมีความรุนแรงกันต่อไป ้างและจำนวนสปก.ที่เลิก/ปิดกิจการและหยุดกิจการชั่วคราว
ข้อมูลสปก. ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549
จากตัวเลขในตารางจะเห็นได้ว่า มีสถานประกอบการจำนวน 30385 แห่งที่เลิกจ้างพนักงานรวมกันเป็นจำนวน 243270 คน ตัวเลขดังกล่าวปรากฏขึ้นเฉพาะในส่วนที่มีการบันทึกไว้จากการดำเนินงานด้านการคุ้มครองแรงงานของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ดังนั้นจึงเชื่อว่า จำนวนการเลิกจ้างต้องสูงกว่าตัวเลขที่ทางกระทรวงแรงงานได้รายงานเอาไว้อย่างแน่นอน พรบ.คุ้มครองแรงงาน 2541 ได้มีบทบัญญัติให้นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าชดเชย หากมีการปอดกิจการและเลิกจ้างพนักงาน แต่ในความเป็นจริง โรงงานจำนวนมากมักจะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในด้านการจ่ายเงินค่าชดเชย เป็นเหตุให้พนักงานต้องใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลแรงงาน ซึ่งในที่สุดทรัพย์ที่ขายทอดตลาดนั้นไม่เพียงพอที่จะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ส่วนการคุ้มครองการว่างงานนั้นอยู่ในพรบ.ประกันสังคม ซึ่งผู้ประกันตนจะรับสิทธิกรณีว่างงาน จะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน จึงจะได้รับประโยชน์ทดแทนเมื่อผู้ประกันตน ถูกเลิกจ้าง หรือลาออกจากงาน ก็เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและไม่ขาดรายได้ระหว่างรองานใหม่ และจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนคือ ขึ้นทะเบียนหางานที่สำนักจัดหางานของรัฐทั่วประเทศ ภายใน 30 วันนับจากวันที่ว่างงาน ที่สำคัญ ... ต้องไม่ปฏิเสธงานที่เจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วเห็นว่าเหมาะสม และการฝึกอบรมฝีมือแรงงานที่เจ้าหน้าที่เห็นว่ามีความจำเป็น เพื่อเป็นประโยชน์ในการบรรจุงาน ตลอดจนต้องไปรายงานตัวเพื่อรายงานถึงความก้าวหน้าในการหางานทำต่อเจ้าหน้าที่ตามที่กำหนด ที่สำนักจัดหางานที่ไปขึ้นทะเบียนไว้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง สำหรับเงินทดแทนการขาดรายได้ที่ผู้ประกันตนจะได้รับนั้น ในรายที่ ถูกเลิกจ้าง ต้องออกโดยสมัครใจและไม่ได้ทำความผิด จะได้รับ 50 % ของค่าจ้าง ระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน ส่วนผู้ที่ลาออก หรือ สิ้นสุดสัญญาจ้าง จะได้รับในอัตรา 30% ของค่าจ้าง ระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน ซึ่งเงินทดแทนการขาดรายได้นี้จะจ่ายเป็นงวดเดือนโดยโอนผ่านบัญชีธนาคารตามที่ผู้ประกันตนแจ้งไว้ จะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันมีกองทุนประกันสังคมอยู่เป็นจำนวนกว่า สี่แสนล้านบาทแล้ว แต่ปรากฏว่า ประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ระหว่างการว่างงานนั้นยังอยู่ในอัตราเพียง 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปในการดำรงชีพให้เหมาะสมและมีแรงจูงใจในการฝึกฝนอาชีพ ดังนั้นสำนักงานประกันสังคมจึงสมควรพิจารณาเพิ่มประโยชน์ทดแทนการว่างงานได้แล้ว รวมทั้งแก้ไขระเบียบการที่สร้างภาระให้กับลูกจ้างอย่างมากมาย แต่การแก้ไขปัญหานั้นจะต้องมองภาพรวมทั้งหมด เรียกว่าแก้ปัญหาเชิงบูรณาการ ที่สำคัญการเมืองนั้นต้องมั่นคงและมีเสถียรภาพ เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงด้วย จึงจะนำมาซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||