ผลงานกระทรวงงาน 5 เดือน : เกาเหลา มีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อ (ตอน 2) สมยศ พฤกษาเกษมสุข |
แต่เดิมกระทรวงแรงงานนั้นมีฐานะเป็นเพียง กรมแรงงาน ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ก่อตั้งเมื่อ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2508 ขบวนการแรงงานได้เรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับฐานของกรมแรงงานให้เป็นกระทรวงแรงงาน เพื่อให้มีหน่วยงานและบุคลากรเพียงพอจะเข้ามาแก้ไขปัญหาแรงงานที่เกิดขึ้น จนในที่สุดรัฐบาลนายชวนหลีกภัยได้ก่อตั้ง กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2536 และได้เปลี่ยนชื่อ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เป็น " กระทรวงแรงงาน " เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2545 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง จำนวน 17 ท่าน ด้วยกันสลับสับเปลี่ยนไปมา โดยทั้งหมดเป็นนักการเมือง สังกัดพรรคการเมือง มาจากการเลือกตั้ง ยกเว้นแต่ นายอภัย จันทนจุลกะ แต่เพียงคนเดียว เท่านั้นที่เป็นรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ อันเป็นผลิตผลมาจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองของ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)
ผู้ที่ติดตามการบริหารงานกระทรวงแรงงานมาโดยตลอดย่อมรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่า กระทรวงแรงงานนั้น จัดได้ว่าเป็นกระทรวงเกรดต่ำที่ด้อยค่าสำหรับนักการเมือง หรือเป็นหน่วยงานที่มีไว้สำหรับตอบแทนบุญคุณทางการเมือง ดังนั้นรัฐมนตรีต่างๆมักจะไม่มีประสพการณ์โดยตรงต่อการแก้ไขปัญหาแรงงานหรืออาจกล่าวได้ว่า กระทรวงแรงงานเป็นที่ทางแวะเวียนผ่านเข้ามาของนักการเมืองเสียมาว่า ประเภทเข้ามาตักน้ำกินแล้วก็จากกันไป เหลือไว้แต่เพียงข้าราชการประจำ ที่ช่ำชองในระบบการบริหารราชการของกระทรวงแรงงานเป็นหลักที่มีความต่อเนื่องในการบริหารงานหน่วยงานของกระทรวงแรงงาน นักการเมืองที่เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานจึงมักตกอยู่ในการครอบงำของข้าราชการประจำเหล่านี้
แต่ปัญหาหลักที่ดำรงอยู่มาโดยตลอดก็คือ ระบบเส้นสายและระบบอุปถัมภ์ เป็นเหตุให้เกิดการโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่ และการวิ่งเต้นให้ได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้น ตั้งแต่ตำแหน่งหัวหน้า ผู้อำนวยการ จนถึง อธิบดี สำหรับตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงานนั้น ทำให้การบริหารงานภายในกระทรวงแรงงาน ไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นทีมงานที่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทั้งในด้านความต่อเนื่อง ในด้านขวัญกำลังใจการทำงาน
เป็นที่น่าแปลกใจเป็นอย่างมากอีกเช่นกันนั่นก็คือตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงานนั้น แทนที่จะมาจากกระทรวงแรงงานโดยตรงแต่ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ทั้งหมด กล่าวได้ว่า โยกย้ายมาจากกระทรวงอื่นๆในการเข้ามาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงาน ดังตัวอย่างของ นายอภัย จันทนจุลกะ ที่สามารถข้ามห้วยจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง เข้ามาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงานระหว่าง 1 ตุลาคม 2545 - 30 กันยายน 2546 หลังจากนี้ถูกโยกย้ายเข้าไปเป็นปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ระหว่าง 1 ตุลาคม 2546 - 31 พฤษภาคม 2547 และในที่สุดได้เข้าไปดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระหว่าง. 2547-2549 ในระหว่างการดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญปรากฎเป็นผลงานสำคัญนั่นก็คือเป็นหนึ่งในในการลงมติด้วยคะแนน 8 ต่อ 6 วินิจฉัยว่าการจัดการเลือกตั้งวันที่2 เม.ย.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น ฝ่ายตุลาการเสียงข้างมากทั้ง 8 คน คือ 1. นาย ผัน จันทรปาน2. นายอภัย จันทนจุลกะ 3. นาย มงคล สระฏัน 4. นาย ปรีชา เฉลิมวณิชย์ 5. ศ.ดร. เสาวนีย์ อัศวโรจน์ 6. นาย อุระ หวังอ้อมกลาง7. นายจิระ บุญพจนสุนทร และ 8. นายนพดล เฮงเจริญ นับได้ว่าเส้นทางของการเติบใหญ่ในวงราชการของนาย อภัย จันทนจุลกะ นั้นโรยไปด้วยดอกกุหลาบมาโดยตลอด แม้ไม่ปรากฏผลงานที่โดดเด่นเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางของสาธารณชนก็ตาม ในขณะเดียวกันอาจกล่าวได้เช่นกันว่า นาย อภัย จันทนจุลกะ จัดได้ว่าเป็นข้าราชการที่ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอีกคนหนึ่ง สามารถเก็บหอมรอมริบเงินเดือน จนกลายเป็นรายได้ที่ทำให้กลายเป็นเศรษฐีคนหนึ่งของเมืองไทย เมื่อเปรียบเทียบกับ ข้าราชการรุ่นราวคราวเดียวกันแล้ว จัดได้ว่าเป็นข้าราชการที่มีความก้าวหน้าและความร่ำรวยอีกคนหนึ่ง มีทรัพย์สินทั้งเงินฝากในธนาคารมากว่า 7แห่ง มีอาคารชุดริมทะเลมากกว่า 2 แห่ง คฤหัสถ์มากกว่า 3 หลัง รถเบนซ์คันงาม ที่ดินหลายแปลงในหลายจังหวัด เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเอกชนหลายแห่ง เป็นสมาชิกสนามกอล์ฟชั้นนำหลายแห่ง เช่น เป็นสมาชิกของ ALPINE GOLF & SPORTS CLUB เป็นต้น รวมทั้งจัดได้ว่าเป็นนักสะสมของมีค่า ทั้งพระเครื่อง กระทั่งปืนหลายกระบอกฯลฯ แต่การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ภายใต้ความจำกัดทางการเมือง นับเป็นเรื่องที่มีความยากลำบากเป็นอย่างมากและน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับ นาย อภัย จันทนจุลกะ มีความแตกต่างไปจากรัฐมนตรีคนอื่นๆตรงที่ว่า คำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงานมาก่อนแม้เป็นช่วงเวลาอันสั้น ย่อมเป็นฐานประสบการณ์ได้ในเบื้องต้น เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐมนตรีคนอื่นๆ การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจึงจัดได้ว่า พร้อมที่จะบริหารจัดการให้เป็นไปตามพันธกิจของกระทรวงแรงงานได้เป็นอย่างดี ดังเช่นความคิดเห็นของนาย ศรีโพธิ์ วายุพักต์ ประธานสหภาพแรงงานไทยเรย่อน อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อก่อนเป็นปลัดกระทรวงแรงงาน อาจมีข้อจำกัด บัดนี้เป็นรัฐมนตรีแล้ว ทำอะไรได้มากกว่ารัฐมนตรีคนอื่นๆที่ผ่านมา แต่กลับไม่ทำอะไรให้เกิดผลงานรูปธรรมเพื่อผู้ใช้แรงงาน กระแสแห่งความไม่พอใจต่อผลงานไม่เอาไหนของการเป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานนั้นไม่ใช่แค่ในความคิดเห็นของผู้นำแรงงานเท่านั้นแม้แต่อดีตปลัดกระทรวงแรงงานอย่างเช่น นาย ไสว พราหมณี อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน และ อดีต ส.ว.นครราชสีมา เสนอให้ พล.อ. สุรยุทธ์ ปรับ นายอภัย จันทนจุลกะ ออกจากตำแหน่ง รมว.แรงงาน ด้วย เนื่องจาก 5 เดือนที่ผ่านมา นายอภัย ไม่มีผลงานอะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เห็นมีแต่เรื่องด่าลูกน้อง ส่วนคนที่จะมาดำรงตำแหน่ง จะเป็นใครก็ได้ แต่ต้องได้รับการยอมรับจากข้าราชการ ฝ่ายนายจ้าง และลูกจ้าง(แนวหน้า2.3.07) ความเห็นของผู้นำแรงงานหลายคนที่ประเมินผลงานของกระทรวงแรงงานเป็นที่ติดลบนั้น เป็นเพียงกระจกที่สะท้อนความจริงที่ต้องมีการทบทวน ตรวจสอบ และหาทางปรับปรุงแก้ไขปัญหาแรงงานให้ดีขึ้นไม่ใช่หาทางตอบโต้หรือ เพียงคิดแค่จะต้องเร่งรัดประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น และย่อมไม่ใช่ด้วยวิธีการเกรี้ยวกราดเอาผิดกับการอ่อนประชาสัมพันธ์ ดังเช่น นาย อภัย จันทนจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งปรับเปลี่ยนทีมประชาสัมพันธ์ของกระทรวง ให้นาย พิชัย เอกพิทักษ์ดำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวง และนาย ทรงศักดิ์ ตันตะโยธิน ผู้ตรวจราชการกระทรวง ออกจากตำแหน่งโฆษกและรองโฆษกกระทรวง แล้วให้นาย ไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ รองปลัดกระทรวง ทำหน้าที่แทน นอกจากนั้น นายอภัยยังได้ตำหนิข้าราชการฝ่ายประชาสัมพันธ์หลายครั้งเกี่ยวกับการเผยแพร่ผลงานของกระทรวง รวมทั้งการชี้แจงข่าวที่มีผลกระทบต่อกระทรวง ล่าสุดนายอภัยยังได้สั่งด้วยวาจาให้พักงานข้าราชการบางรายอีกด้วย นาย ไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ โฆษกกระทรวงแรงงาน ถือได้ว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญในการประชาสัมพันธ์หรือการทำพีอาร์ให้กับรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานตามคำสั่งได้ เพราะเคยเป็นเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมที่ประสพผลสำเร็จในการประชาสัมพันธ์ผลงานของสำนักงานประกันสังคมมาแล้ว แต่ครั้งนี้ ในช่วงเวลานี้ มีความแตกต่างกันเพราะ สำนักงานประกันสังคมในสมัยนั้นมีผลงานรูปธรรมด้วยตัวเลขของกองทุนประกันสังคมที่เพิ่มสูงขึ้น สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน และด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สามารถยอมรับกันได้ด้วยผลงานอย่างเป็นรูปธรรม แต่ระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมานั้น ผู้ใช้แรงงานไม่อาจสัมผัสผลงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่พอจะรับรู้กันได้แม้กระทั่งในแวดวงผู้นำแรงงานที่ใกล้ชิดกระทรวงแรงงานด้วยกันเอง การที่นาย ไพโรจน์ สุขสัมฤทธ์ ออกมาแถลงข่าวตอบโต้ผู้เขียนว่าอย่าวิจารณ์รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานอย่างมีอคติ จึงน่าเห็นใจสำหรับนาย ไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ ที่ต้องตกอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ภายใต้สภาพการณ์อันจำกัดอย่างยิ่งที่จะประชาสัมพันธ์ผลงานของกระทรวงแรงงานให้เป็นที่สรรเสริญขึ้นมาได้ ที่กล่าวว่า " ผลงานตลอดระยะเวลาการทำงานของรัฐมนตรีอภัย มีอยู่จำนวนมาก เช่น การแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานเพื่อให้มีการคุ้มครองแรงงานที่รับงานไปทำงานที่บ้าน หรือลูกจ้างเหมาค่าแรงให้เกิดความเท่าเทียมกับแรงงานที่อยู่ในสถานประกอบการ ขณะเดียวกันได้มีการยกร่างกฎหมายเพื่อให้การคุ้มครองแรงงานนอกระบบไปพร้อมกันด้วย หรือเรื่องของค่าจ้างขั้นต่ำที่มีการเพิ่มให้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา การแถลงผลงานทั้งๆที่ยังไม่มีผลงานจริงตามที่แถลงจึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะจะต้องทำหน้าที่ตามคำสั่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องด้วยอำนาจการเมืองของบุคคลที่ได้อำนาจมาจากการแต่งตั้งย่อมแตกต่างไปจากอำนาจการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งทำให้ต้องหาทางแถลงผลงานไปก่อนอย่างเช่นที่แถลงว่า การแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อคุ้มครองแรงงานที่รับงานไปทำงานที่บ้านหรือ ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงให้เกิดความเท่าเทียมกับแรงงานที่อยู่ในสถานประกอบการนั้น ความเป็นจริงแล้ว ข้าราชการประจำยกร่างแก้ไขมาแล้วก่อนหน้าของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแรงงานของนายอภัย แต่ถูกวิจารณ์ว่าการยกร่างนั้นมีลักษณะหมกเม็ดปัญหามากกว่าแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง อีกทั้งถ้อยแถลงดังกล่าวไม่ได้หมายความได้แก้ไขปัญหาแรงงานสำคัญดังกล่าวให้ลุล่วงลงไปแล้ว เพราะกระทรวงแรงงานไม่สามารถเสนอตัวเลขเชิงสถิติรูปธรรมได้ เพราะตราบเท่าที่ ยังปล่อยให้มีการจ้างงานซิกแซก เฉกเช่นการจ้างงานรับเหมาค่าแรงดำรงอยู่ควบคู่ไปกับแรงงานที่ถูกว่าจ้างด้วยสัญญาจ้างประจำอีกต่อไป ย่อมไม่มีความเท่าเทียมเกิดขึ้นได้ เว้นเสียแต่ว่า ต้องยกเลิกการจ้างงานด้วยการทำสัญญาจ้างผ่านบริษัทรับเหมาแรงงาน เพื่อ ทำให้เกิดการทำสัญญาจ้างโดยตรงเท่านั้น จึงจะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันได้อย่างแท้จริง ความคิดเห็นเหล่านี้นั้น สำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายคนมีทั้งที่รู้เรื่องจริงแต่พูดมากไม่ได้และมีทั้งผู้ต้องการให้เป็นไปเพียงแค่ขายผ้าเอาหน้ารอดเท่านั้น ในขณะที่ข้าราชการระดับปฏิบัติการโดยเฉพาะอย่างยิ่งกองคุ้มครองแรงงานและแรงงานสัมพันธ์ นั้นย่อมรู้ดีว่า ที่มีการแก้ไขกฎหมายแรงงานในส่วนของปัญหาการจ้างงานรับเหมาค่าแรงนั้นต่างส่ายหัวกันทุกคน แต่ในที่สุดก็ต้องเห็นด้วยกับข้อเสนอของการแก้ไขกฎหมายแรงงานดังกล่าว เพราะไม่กล้าจะโต้แย้งกันในระบบข้าราชการ ในประเด็นผลงานที่แถลงเกี่ยวกับ ค่าจ้างขั้นต่ำ ที่เพิ่มขึ้นจากวันละ 184 บาทเป็น 191 บาทเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา นายอภัย อาจจะไม่รู้ว่า ผู้ใช้แรงงานได้เรียกร้องให้เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาท และให้แก้ไขกฎหมายแรงงานกำหนดให้ค่าจ้างขั้นต่ำหมายถึง ค่าจ้างที่คำนวณมาจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีพสำหรับคนงานหนึ่งคนและสมาชิกในครอบครัวอีกสองคน ซึ่งจะทำให้การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนั้นเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน แต่เพราะข้อเรียกร้องดังกล่าวนี้ถูกขว้างทิ้งลงถังขยะไปก่อน ทำให้นายอภัยไม่มีโอกาสรับรู้ถึงข้อเรียกร้องดังกล่าว ผลงานการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2550 ที่แถลงออกมา จึงไม่ได้ตื่นเต้นเร้าใจแม้แต่น้อย เพราะไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงาน อีกทั้งที่ผ่านมาการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมักจะต่ำกว่า ค่าครองชีพ และมักจะเชื่องช้าอยู่เสมอ ผู้ใช้แรงงานทุกวันนี้จึงขัดสน ยากจน ขาดแคลน ไม่อาจดำรงชีวิตเป็นไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ เมื่อพลิกหน้ากระดานข่าวแรงงานของสำนักพิมพ์ทั่วไปก็จะพบว่า ข่าวที่ปรากฏนั้นเป็นน้ำมากกว่าเนื้อ และดูเหมือนว่าจะทำหน้าที่กันไม่กี่อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการรับเป็นประธานในงานพิธีต่างๆ การประชุมชี้แจง การรับแขก หรือมีผลงานจัดอยู่ในประเภทของ การตั้งรับมากกว่า การทำงานเชิงรุก เพื่อแก้ไขปัญหา อย่างเช่นการให้ความช่วยเหลือผู้ประสพภัยธรรมชาติ เป็นต้น ดังนั้นการมุ่งเน้นไปที่การประชาสัมพันธ์อย่างเดียว จึงเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน ไม่อาจทำให้ภาพพจน์ของกระทรวงแรงงานดีขึ้นได้แม้แต่น้อย อาจเป็นการสูญเปล่า และอาจก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุด้วยซ้ำไป อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงกดดันที่มีต่อเจ้าหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในงานดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นไปอีก อันที่จริงน่าเห็นใจและน่าสงสาร ในความพยายามสร้างผลงานของรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน โดยที่ผลงานจริงๆ ดูเหมือนจะเข็ญออกมาได้ยากเย็นเข็ญใจ เพราะเหตุที่ยังแวดล้อมไปด้วยข้าราชการที่ไม่ใช่แค่การใส่เกียร์ว่าง แต่เป็นประเภท ดับเครื่องยนต์ ด้วยซ้ำไป เพราะ ข้าราชการเหล่านี้กำลังหมดขวัญกำลังใจการทำงาน ขาดความไม่แน่ใจในนโยบายของรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพ และขาดความชอบธรรมในการปกครองประเทศไทย
|