เผย ' สถิติ ' หญิงไทย ถูกข่มขืน [ 31 ม.ค. 50 - 03:50] ไทยรัฐ

ปัญหาความรุนแรงทางเพศในสังคมไทย ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แถลงข้อมูลน่าตกใจเกี่ยวกับการถูกข่มขืน กระทำชำเราและละเมิดทางเพศของผู้หญิง โดย นพ. ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 ม.ค. ภายหลังประชุมร่วมกับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อสุขภาพและสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ของสตรี (แห่งประเทศไทย) ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย และคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ว่า กรมอนามัยร่วมกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง ได้จัดทำโครงการ สนับสนุนให้สูตินรีแพทย์ เป็นด่านแรกในการให้ความช่วย เหลือดูแลด้านร่างกายและจิตใจ พร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้ ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ซึ่งเพิ่มมากขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน  

อธิบดีกรมอนามัยกล่าวอีกว่า ความรุนแรงในครอบ ครัวเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขและสิทธิมนุษยชนซึ่งผู้ที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่ มักจะเป็นผู้หญิงและเด็ก ประมาณว่าตลอดช่วงชีวิตของผู้หญิง 1 ใน 5 คน ตกเป็น เหยื่อของการถูกข่มขืน หรือพยายามข่มขืน ผู้หญิง 1 ใน 3 คน มีประสบการณ์ถูกทำร้ายทุบตี ทำร้ายจิตใจ หรือบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ โดยสมาชิกในครอบครัว หรือผู้ที่ คุ้นเคยและอาจรวมไปถึงการถูกล่วงเกินทางเพศโดยสายตา การกระทำ หรือคำพูด จากผู้บังคับบัญชา หรือผู้ร่วมงาน ซึ่งผู้หญิงที่ถูกกระทำรุนแรงทางเพศมีความเสี่ยงสูงที่จะตั้งครรภ์นำไปสู่การทำแท้ง ติดเชื้อ HIV หรือโรคทาง เพศสัมพันธ์และมีผลเสียต่อสุขภาพอนามัยการเจริญพันธุ์ และความเป็นอยู่โดยทั่วไป

นพ.ณรงค์ศักดิ์กล่าวด้วยว่า เด็กที่เกิดในครอบครัวที่พ่อแม่มีการทำร้ายกัน จะซึมซับพฤติกรรมรุนแรงที่ได้ พบเห็น จากข้อมูลพบว่า ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา เด็ก และผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ช่วงอายุ 15-44 ปีทั่วโลก ต้อง เสียชีวิต หรือทุพพลภาพ จากการถูกกระทำรุนแรงมาก เท่ากับเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง สำหรับปัญหาความรุนแรงในประเทศไทย ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงเพิ่ม มากขึ้น ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ในการเฝ้าระวังการบาดเจ็บในโรงพยาบาล 21 แห่ง พบว่า ผู้หญิงถูกทำร้ายร่างกายและต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เฉลี่ยวันละ 1 คน ต่อหนึ่งโรงพยาบาล ในจำนวนนั้นเสีย ชีวิตปีละ 3 คน ต่อหนึ่งโรงพยาบาล และร้อยละ 71 ของ สถานที่ที่เกิดการทำร้ายร่างกาย คือ บ้านของผู้ถูกกระทำ ทั้งยังพบว่า ผู้หญิงถูกข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศเฉลี่ย วันละ 12 คน โดยมีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ถูกข่มขืนและ ล่วงละเมิดทางเพศเฉลี่ยวันละ 2 คน นอกจากนี้จากงาน วิจัยพบว่าหญิงตั้งครรภ์ร้อยละ 12 ถูกกระทำรุนแรงทาง ร่างกาย และร้อยละ 23 ถูกกระทำรุนแรงทางจิตใจจากคู่ชีวิต

“ ส่วนใหญ่ผู้ที่ถูกกระทำรุนแรงมักจะมาใช้บริการทางการแพทย์และขอความช่วยเหลือจากแพทย์ พยาบาล หรือบุคลากรสาธารณสุขเป็นอันดับแรก กรมอนามัยจึงได้ ร่วมกับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย สนับ สนุนให้สูตินรีแพทย์ ในฐานะผู้ให้บริการที่มีหน้าที่ดูแลสุขภาพอนามัยของผู้หญิงอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์จนถึงวัยทอง เป็นด่านแรกที่จะช่วยเหลือให้การ ดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ โดยเพิ่มพูนความรู้ให้กับสูตินรีแพทย์   ในด้านความรุนแรงต่อผู้หญิงในมิติเพศภาวะ (Gender Based Violence-GBV) เพื่อให้ความช่วยเหลือกับผู้หญิงที่ ตกเป็นเหยื่อเหล่านี้ ” นพ.ณรงค์ศักดิ์กล่าว

 
 
 

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10554


สถิติหย่าร้างปี"49 พุ่งพรวด บางเขนแชมป์ 833 ราย



เมื่อวันที่ 31 มกราคม นายยศศักดิ์ คงมาก ผู้อำนวยการกองปกครองและทะเบียน สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า จากการดำเนินการจัดทำสำเนาทะเบียนครอบครัว กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2549 พบว่าประชาชนในเขตกรุงเทพฯ มีสถิติการหย่าร้างสูงขึ้น โดยในปี 2549 มีประชาชนทั้ง 50 เขต เดินทางมาจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตรวม 15,625 ราย สูงกว่าในปี 2548 ที่มีการจดทะเบียนหย่ารวม 15,158 ราย ทั้งนี้ สำหรับเขตที่มีประชาชนเดินทางมาจดทะเบียนหย่ามากที่สุด คือเขตบางเขน จำนวน 833 ราย รองลงมา คือ เขตพระโขนง จำนวน 767 ราย เขตบางกะปิ จำนวน 608 ราย เขตดอนเมือง 541 ราย และเขตบางขุนเทียน จำนวน 540 ราย

สำหรับสาเหตุทำให้ประชาชนตัดสินใจจดทะเบียนหย่า มี 3 ประการ คือ 1. สภาพเศรษฐกิจไม่ดี เงินไม่คล่องตัวและไม่พอใช้ 2. ปัญหาที่มาจากบุคคลที่สาม 3. ปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดการหย่าร้างมากที่สุด

หน้า 10

 
 
 

คนไทยหย่าร้างพุ่งสูงกว่าแสนคู่ พม.เร่งสร้างครอบครัวเข้มแข็ง 3.1.07 คมชัดลึก

สถิติจดทะเบียนหย่าปี 49 พุ่งสูงกว่าแสนคู่ ครอบครัวเดี่ยวเพิ่มสูงถึง 5 ล้านครอบครัว ส่งผลให้เกิดปัญหามากมาย โดยเฉพาะไม่สามารถดูแลเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี ขณะที่ พม.เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขการใช้ความรุนแรงในครอบครัว เชื่อแก้ปัญหาได้

นาย สุวิทย์ ขันธาโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า ในปี 2548 ต่อ 2549 สถิติหย่าร้างเฉพาะที่ไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตมีจำนวนกว่า 1 แสนคู่ สังคมไทยมีครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวมากขึ้น เช่น ครอบครัวพ่อ-แม่-ลูก พ่อ-ลูก แม่-ลูก โดยมีประมาณ 5 ล้านครอบครัว จากจำนวนครอบครัวทั้งหมด 17.8 ล้านครอบครัว นอกจากนี้ มีการผลักภาระการเลี้ยงดูลูกไว้กับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในสังคมชนบท ขณะเดียวกัน ก็มีคนไม่แต่งงานมากขึ้น คล้ายกับประเทศสิงคโปร์

  สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาหลายเรื่อง โดยเฉพาะการขาดสัมพันธภาพในครอบครัว ครอบครัวไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถดูแลอบรมบ่มนิสัยบุตรหลานให้เป็นคนดีได้ ดังนั้น สค.จึงต้องเร่งรณรงค์ในปีหน้าให้ครอบครัวมีเวลาให้กัน ทำกิจกรรมร่วมกัน เรียนรู้ ถ่ายทอดคุณธรรมคำสอนแก่กันมากขึ้น ทั้งนี้ ได้จัดทำวีดิทัศน์ชุด “ การเตรียมพร้อมก่อนมีครอบครัว ” แจกให้คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสที่เขตทุกคู่ในปี 2550 นอกจากนี้ จะจัดทำโครงการจูงลูกหลานเข้าวัด โบสถ์ มัสยิด เริ่มต้นในวัด 80 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ครอบครัวใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกันและการเข้าวัดจะกล่อมเกลาจิตใจให้เป็นคนดีได้

  นายสุวิทย์ กล่าวถึงปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีว่า การทำร้ายทารุณทางร่างกายและทางเพศมีมากขึ้น ผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่เป็นเด็กและสตรี ในขณะที่ผู้กระทำส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัวหรือคนรู้จัก ซึ่งข้อมูลจากศูนย์พึ่งได้ กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 109 แห่งทั่วประเทศ ในปี 2548 มีผู้รับบริการ 11,542 ราย พบเป็นเด็กร้อยละ 51 สตรีร้อยละ 49 โดยผู้กระทำรุนแรงเป็นสามี ร้อยละ 27.07 เพื่อน/คนใกล้ชิด ร้อยละ 20.14 คนในครอบครัว (พ่อ/แม่/พ่อ/แม่เลี้ยง/ญาติ) ร้อยละ 17.64 และคนรู้จัก ร้อยละ 16.46 สาเหตุมาจากการนอกใจ/หึงหวง และเมาสุรา/ติดยาเสพติด

  นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า คาดว่าในปี 2550 ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและแก้ไขการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจัดการปัญหาความรุนแรงในครอบครัว จะผ่านการพิจารณาของสภา ซึ่งจะสามารถเยียวยาผู้ที่ถูกกระทำในครอบครัวได้