มติสีเทา คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ |
สำนักข่าวสยามออนไลน์10.11.05// จากผลกำไรมหาศาลของบริษัทเอสโซ่หรือExxonMobil.ในประเทศไทยโดยการเปิดเผยของสหภาพแรงงานว่าในปี 2546-2547บริษัทเอสโซ่มีผลกำไรถึง4200ล้านบาท แต่บริษัทเอสโซ่กลับจ่ายค่าจ้างและเงินโบนัสประจำปีในอัตราที่ตำ่เป็นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับโรงกลั่นนำ้มันบริษัทอื่นๆที่มีขนาดกำลังการผลิตไกล้เคียงกัน ดังนั้นสหภาพแรงงานเอสโซ่ จึงได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อบริษัทเอสโซ่ เพื่อยกระดับค่าจ้างและผลตอบแทนเป็นเงินโบนัสที่ยุติธรรม แต่การเจรจาสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากเป็นกิจการพลังงาน กฎหมายแรงงานห้ามพนักงานนัดหยุดงาน ดังนั้นข้อพิพาทแรงงานจึงต้องนำไปสู่การชี้ขาดโดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เป็นไปตามมาตรา 23 พรบ.แรงงานสัมพันธ์2518 นายอิสระ มุสิกอง ประธานสหภาพแรงงานเอสโซ่ได้เปิดเผยว่า ข้อพิพาทแรงงาน3 ข้อซึ่ง คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ทำการชี้ขาดคือ ประเด็นที่หนึ่ง ให้บริษัทเพิ่มฐานเงินเดือน ให้กับพนักงาน คนละ 5 % ประเด็นที่สอง ให้บริษัทปรับค่าครองชีพ เนื่องจากสภาวะค่าครองชีพ ที่สูงขึ้น ตามสภาวะ เศรษฐกิจ ให้กับพนักงานคนละ 5% หรือตามสภาพความเป็นจริง ประเด็นที่สาม ให้บริษัทจ่ายเงินโบนัสเนื่องจากบริษัทมีผลกำไร ให้กับพนักงานทุก คน ๆ ละ 5 เดือน หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้ยื่นเอกสาร ประกอบคำชี้แจงของข้อพิพาทที่ไม่สามารถตกลงกันได้ พร้อมทั้งได้เชิญทั้งสองฝ่าย เข้าชี้แจงต่อ อนุกรรมการ ครส. จำนวน สองครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2548 ได้เรียกร้องทั้งสองฝ่าย มาเพื่อเข้าพบ และชี้แจง แต่ก็ไม่สามารถบรรลุการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ อนุกรรมการคณะกรรมการแรงงาน จึงได้นำเรื่องเสนอ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชุดใหญ่ ซึ่งมีจำนวน 15 คน ประกอบด้วย ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และจากกระทรวงแรงงาน ฝ่ายละเท่า ๆ กัน เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน ระหว่างบริษัทเอสโซ่ กับ สหภาพแรงงาน ซึ่งก็ได้เวลาที่กฎหมายกำหนดคือ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะต้องชี้ขาด ภายในระยะเวลา 30 วัน โดยผลการชี้ขาด ของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ออกมาดังนี้ ประเด็นที่หนึ่ง การปรับฐานเงินเดือน 5% คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ มีมติให้ยกข้อเรียกร้อง ประเด็นที่สอง การปรับค่าครองชีพ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ มีมติให้ปรับในอัตรา 4.3% ประเด็นที่สาม การจ่ายโบนัส คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ มีมติให้ยกข้อเรียกร้อง ผลการชี้ขาดดังกล่าว สหภาพแรงงานมีมติจะใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ ต่อรัฐมนตรี กระทรวงแรงงาน เพื่อให้วินิจฉัยอุทธรณ์ต่อไป เนื่องจากข้อเท็จจริงนั้น เป็นที่ปรากฏชัดแจ้งว่า บริษัท เอสโซ่นั้น มีกำไรจริง ซึ่งคงต้องให้รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน เป็นผู้วินิจฉัยบนพื้นฐานข้อเท็จจริง ที่เป็นธรรมต่อไป และหวังว่ารัฐมนตรีกระทรวงแรงงานนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะได้พิจารณาข้อเท็จจริงด้วยตนเองอีกครั้ง ซึ่งในขณะนี้ การทำงานของพนักงาน ที่โรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ ทุกคนก็หมดกำลังใจในการทำงานแล้ว เนื่องจากได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ จนบริษัทมีผลกำไรมหาศาล แต่ไม่มีการจ่ายโบนัส และค่าตอบแทนอย่างยุติธรรม มติของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ยังไม่ได้วินิจฉัยที่เป็นธรรมกับลูกจ้าง ที่ควรจะได้รับ ดังนั้นสหภาพแรงงานจะเดินหน้าเคลื่อนไหวทุกรูปแบบทั้งในเอสโซ่และนอกบริษัทเอสโซ่เพื่อความยุติธรรมต่อไป สำหรับการเคลื่อนไหวจากพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย(พสป)นั้นได้แจ้งข่าวความคืบหน้าว่า ขณะนี้ทางสหพันธ์แรงงานนานาชาติกิจการเคมีภัณฑ์ เหมืองแร่ และพลังงาน (ICEM)ได้รับรู้ถึงความไม่พอใจของพนักงานที่มีต่อสภาพการจ้างภายในบริษัทเอสโซ่ ดังนั้นจึงได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นตัวแทนจากสำนักงานใหญ่ที่ประเทศเบลเยี่ยมให้เดินทางมาพบปะกับผู้นำสหภาพแรงงานเอสโซ่ เพื่อกำหนดมาตรการทางสากลในการกดดันต่อบริษัท ExxonMobil ที่อเมริกาต่อไป โดยมีกำหนดเดินทางมาถึงทีป่ระเทศไทยวันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2548 นี้ อนึ่งการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานเอสโซ่ในครั้งนี้ รวมทั้งการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานในที่อื่นๆ มักปรากฎเป็นเสียงวิพากษ์์วิจารณ์ในแง่มุมต่างๆ ซึ่งมีผู้นำแรงงานจำนวนมากเรียกกันว่าเป็นคำวินิจฉัยสีเทา แหล่งข่าวในกระทรวงแรงงานแจ้งว่า ภายใต้การบริหรงานของรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานนายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะมีการทบทวนถึงที่มาของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ เพื่อให้ได้ตัวแทนของทั้งสามฝ่ายเป็นไปอย่างโปร่งใส มีความเป็นประชาธิปไตยและมีประสิทธิิภาพให้มากยิ่งขึ้น
|
การประชุมครั้งที่ ๕ / ๒๕๔๘ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๘เรื่องพิจารณา ข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ได้พิจารณาข้อเรียกร้อง คำชี้แจงเหตุผลและได้ตรวจสอบข้อมูลเอกสารประกอบแล้ว จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๑(๑) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ วินิจฉัยข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ระหว่างสหภาพแรงงานเอสโซ่แห่งประเทศไทย โดยนายอิสระ มุสิกอง ประธานในฐานะผู้แทนลูกจ้าง ผู้ยื่นข้อเรียกร้อง กับ บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดยนายแดเนียล อี ไลอ้อนส์ กรรมการผู้มีอำนาจในฐานะนายจ้าง ผู้รับข้อเรียกร้องดังนี้ ๑. ให้นายจ้างปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีแก่ลูกจ้างในอัตราร้อยละ ๖ อย่างน้อย ๙๐๐ บาท ร้อยละ ๕ อย่างน้อย ๘๐๐ บาท ร้อยละ ๔ อย่างน้อย ๗๐๐ บาท ตามลำดับ ผลงานดีมาก ดี พอใช้ ตามลำดับ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๙ ๒. ให้นายจ้างจ่ายเงินรางวัลตอบแทนแก่ลูกจ้างที่ได้รับเงินอยู่ในอัตราสูงสุดของขั้นเงินเดือนสำหรับตำแหน่งของลูกจ้างในอัตรา ๕,๐๐๐ บาท สำหรับลูกจ้างที่มีผลงานดีมาก และในอัตรา ๓,๐๐๐ บาท สำหรับลูกจ้างที่มีผลงานดี โดยจ่ายให้ครั้งเดียวในเดือนมกราคม ๒๕๔๙ ๓. ให้นายจ้างปรับเงินเดือนทั่วไปตามดัชนีค่าครองชีพในอัตราร้อยละ ๔.๓ ของฐานเงินเดือนในปี ๒๕๔๗ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๘ ๔. ให้นายจ้างจ่ายเงินช่วยเหลือลูกจ้างระดับปฏิบัติการเท่ากันทุกสถานที่ทำงานในอัตรา ๑.๓๐๐ บาท ต่อเดือน โดยใช้เงื่อนไขตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๕ ๕. ให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติเกี่ยวกับแผนบำเหน็จบำนาญและแผนรางวัลอายุงานตามคู่มือพนักงาน ฉบับที่ใช้ในปัจจุบัน ๖. ให้นายจ้างสนับสนุน ให้มีสหกรณ์ออมทรัพย์ของลูกจ้าง ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ออมทรัพย์ ๗. ให้นายจ้างจ่ายเงินรางวัลการปฏิบัติงานแก่ลูกจ้างโดยใช้หลักการตามข้อตกลงเกี่ยวกับสัญญาสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๕ และให้ลดเงินรางวัลการปฏิบัติงานในอัตรา ๒,๕๐๐ บาทต่อวันที่ลูกจ้างหยุดงาน ๘. ให้ยกข้อเรียกร้องข้อที่ ๑ และข้อที่ ๑๒ เป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ ทั้งนี้ให้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยตั้งแต่วันที่ ได้รับคำวินิจฉัยเป็นต้นไป ลงชื่อ (นายอัมพร นีละโยธิน) ประธานกรรมการ |