สภาทนายความ แฉกระทรวงแรงงานหมกเม็ด
แก้กฎหมายแรงงานเอื้อประโยชน์นายทุน

 
 
 

นายตุลา ปัจฉิมเวช ประธานคณะทำงานเพื่อคุ้มครองแรงงานระบบจ้างเหมา สภาทนายความ ได้เปิดเผยว่า คณะทำงานซึ่งประกอบไปด้วย พันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย สหพันธ์แรงงานปิโตรเลี่ยม สหพันธ์แรงงานสิ่งทอ กลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรี กลุ่มสหภาพแรงงานภาคตะวันออก ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2548 ระดมความคิดเห็นกรณีที่กระทรวงแรงงานได้ยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมพรบ.คุ้มครองแรงงาน 2541 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 37 มาตรา ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการบรรจุเป็นวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมได้นำเอาเนื้อหาสาระการแก้ไขของกระทรวงแรงงานมาวิพากษ์วิจารณ์มีความเห็นร่วมกันว่า ร่างแก้ไขพรบ.คุ้มครองของกระทรวงแรงงานที่ร่างขึ้นมาใหม่นั้น มีหลายประเด็นที่เป็นการยกร่างเพื่อเอื้อประโยชขน์ให้กับฝ่ายนายจ้างมากกว่าฝ่ายลูกจ้าง และทำให้สถานการณ์แรงงานเลวร้ายลงกว่าเดิม และถือเป็นอันตรายต่อผู้ใช้แรงงานเป็นอย่างยิ่ง อาทิเช่น การเปิดโอกาสให้นายจ้างเลิกจ้างคนงานได้ง่ายมากขึ้น การเปิดช่องว่างให้นายจ้างย้ายสถานประกอบการและคนงานที่ไม่ประสงค์จะย้ายไปทำงานที่ใหม่จะได้รับเพียงค่าชดเชยครึ่งเดียว การเปิดโอกาสให้แรงงานหญิงที่ตั้งครรภ์ทำงานยาวนานชั่วโมงกว่าปกติ การเปิดโอกาสให้นายจ้างขยายเวลาพัก โดยไม่ต้องคิดเป็นค่าจ้าง การให้มีคณะกรรมการสวัสดิการซับซ้อนกับบทบาทของคณะกรรมการสหภาพแรงงานเพื่อบั่นทอนอำนาจการต่อรองของคนงาน

ที่สำคัญการยกร่างพรบ.คุ้มครองแรงงานของกระทรวงแรงงานดังกล่าว นั้น ไม่ได้แก้ไขปัญหาการจ้างงานเหมาค่าแรงให้หมดไป หรือเป็นการยกร่างในลักษณะที่ครุมเครือ หมกแม็ด กล่าวคือ ตามยกร่างแก้ไข ในมาตรา 12/1 นั้น เขียนไว้แต่เพียงว่า ให้ผู้ประกอบกิจการปฏิบัติต่อลูกจ้างเหมาค่าแรงและลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรงเท่าเทียมกันโดยการจ้างงาน เท่านั้น เป็นข้อความที่สั้น และหมกเม็ด ซ่อนเงื่อน เนื่องจากใช้คำว่าการจ้างงานเท่านั้น ดังนั้นในด้านสภาพการจ้างหรือข้อตกลงสภาพการจ้างจะไม่เท่ากันเพราะยังคงมีลูกจ้างสองประเภทที่ขึ้นในกระบวนการผลิตเดียวกันดังนั้นคณะทำงานของสภาทนายความจึงได้ยกร่างขึ้นมาใหม่โดยใช้ข้อความว่า ห้ามมิให้นายจ้างจ้างลูกจ้างเหมาค่าแรงหรือลูกจ้างประเภทอื่นเข้ามาทำงานภายในกระบวนการผลิตหรือเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในธุรกิจความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการนั้น

นายตุลา ปัจฉิมเวช ยังกล่าวต่อไปอีกว่า การห้ามการจ้างงานเหมาค่าแรงในกระบวนการผลิตนั้นไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน เพราะเป็นการคุ้มครองแรงงาน การกำจัดเสรีภาพบางอย่างเพื่อการคุ้มครองแรงงานและเพื่อความเป็นธรรมในสังคมหรือความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองสามารถทำได้ ซึ่งมีกฎหมายหลายฉบับออกมาในลักษณะดังกล่าว และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ที่ประชุมคณะทำงาน ฯเห็นว่ากระทรวงแรงงานกำลังบิดเบือนความเป็นจริง ทำให้เห็นว่าได้แก้ไขปัญหาการจ้างเหมาค่าแรงแล้ว ดังนั้นจึงมีมติจะผลักดันให้นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร มีความรับผิดชอบในสิ่งที่เคยรับปากกับผู้ใช้แรงงานไว้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2548 เพราะนายกรัฐมนตรีได้ปราศรัยกับผู้ใช้แรงงานว่า การจ้างเหมาค่าแรงเป็นการจ้างงานแบบซิกแซกไม่ถูกต้อง ซึ่งผู้นำแรงงานจากองค์กรต่างๆกว่า 50 คนจะมีการประชุมในวันที่30ตุลาคม2548 เพื่อกำหนดการเคลื่อนไหวกดดันต่อกระทรวงแรงงาน ต่อไป

 
 
สำนักข่าวสยามออนไลน์ 23.10.05