ลูกจ้างไทยในฮ่องกง ออกโรงแฉอีก ระเบียบก.แรงงานเอื้อบริษัทจัดหางาน |
![]() |
สำนักข่าวพิมพ์ไทย-ซิงหัว// ลูกจ้างในฮ่องกงแฉ ก.แรงงานออกระเบียบเอื้อบริษัทจัดหางาน ขูดรีดสัญญาจ้าง กดขี่เอารัดเอเปรียบการทำงาน เลื่อนกำหนดจัดงานวันมย์เดย์ อ้างงบประมาณล่าช้า ภายหลังจากที่พิมพ์ไทยได้มีการเสนอข่าวกรณี ลูกจ้างชั่วคราว ของสำนักงานแรงงานไทย ณ เมืองฮ่องกง โดยรายแรกได้เปิดเผยถึงความไม่เป็นธรรมจากการถูกบีบบังคับทำสัญญาจ้างปีต่อปีอย่างต่อเนื่องนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2549 พันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย(พสป) ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว รวมทั้งตรวจสอบงบประมาณ รายรับ-รายจ่าย การจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2005 ด้วย ปรากฏว่าสำนักงานแรงงานไทย ณ เมือง ฮ่องกง ได้ประกาศเลื่อนจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ซึ่งแต่เดิมกำหนดกันไว้ล่วงหน้าที่จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 โดยอ้างว่าการเบิก-จ่ายงบประมาณล้าช้า จึงเลื่อนการจัดงานออกไปก่อน นางปาริชาติ เจริญนนท์ รองประธานสมาคมรวมไทยในฮ่องกงได้เปิดเผยว่าเมื่อปีที่แล้วสำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกงได้จัดงานวันแรงงานขึ้นที่หอประชุมโรงละครที่เขตช๊อยห่งษ์ เมืองฮ่องกง มีคนเข้าร่วมประมาณ 300 คนเนื่องจาก จัดที่โรงละครขนาดเล็กมีจำนวนที่นั่งจำกัด โดยทางสำนักงานแรงงาน ได้จัดทำบัตรสำหรับเข้าชมฟรี โดยแจกจ่าย ผ่านอาสาสมัครของสำนักงานแรงงานและองค์กรสมาคมแม่บ้านในฮ่องกง มีแรงงานหญิงชาวไทยที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมการจัดงานวันแรงงานดังกล่าวแต่ไม่สามารถเข้าร่วมได้เพราะเปิดโอกาสให้เข้าร่วมน้อยมาก สำหรับปีนี้ หลายคนผิดหวังที่ไม่มีโอกาสได้ร่วมงานวันแรงงานเหมือนปีก่อนๆ ทั้งๆที่รับทราบมาว่ากระทรวงแรงงานได้ตั้งงบประมาณมาไว้เป็นการล่วงหน้าแล้ว สำหรับกรณีที่ทางสำนักงานแรงงานไทยในฮ่องกงจะทำการย้ายไปที่ตั้งแห่งใหม่นั้น นางปาริชาติ เจริญนนท์กล่าวว่า ไม่ได้รับทราบเรื่องนี้มาก่อน และไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง ดังนั้นจึงไม่ใช่เป็นความต้องการของแรงงานไทยในฮ่องกง เพราะที่ตั้งสำนักงานแรงงานไทยในปัจจุบันนั้น มีความสะดวกอยู่แล้ว เนื่องจากในฮ่องกงนั้นการคมนาคมรวดเร็ว สะดวกสบาย สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน รถราง รถเมล์ หากต้องใช้งบประมาณในการย้ายที่ใหม่เป็นจำนวนที่สูงมากแล้ว ควรนำเงินงบประมาณมาทำแก้ไขปัญหาของแรงงานไทยในฮ่องกงในด้านต่างๆหรือนำมาจัดกิจกรรมด้านสังคมให้กับแรงงานไทยจะดีกว่า นาง ปาริชาติ เจริญนนท์ ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ยังมีปัญหาแรงงานไทยในฮ่องกงมากที่ต้องแก้ไข อย่างเช่นเมื่อปีที่แล้วในวันที่ 14 ธันวาคม 2548 สมาคมสตรีไทยฯ สมาคมเพื่อนไทย สมาคมรวมไทย ทั้งสามองค์กรได้ทำหนังสือยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยผ่านสถานกงสุลไทยในฮ่องกง โดยหนึ่งในข้อเรียกร้องระบุไว้ว่า ขอให้กระทรวงแรงงานฯ ยกเลิกระเบียบการปฎิบัติของสำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง ที่ โดยเฉพาะเรื่องรับรองสัญญาจ้าง รัฐบาลควรคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ ของแรงงานอาชีพผู้ช่วยแม่บ้านฮ่องกงอย่างแท้จริง และควรให้โอกาสแก่แรงงานมีทางเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจาก ลูกจ้าง มีเพื่อน หรือ ญาติ หานายจ้างได้เอง แต่สำนักงานแรงงานฯไม่อนุญาต โดยมีข้อแม้ว่าต้องมาจากนายจ้างหรือบริษัทจัดหางานในอ่องกงเท่านั้น ที่ผ่านมาบางรายนายจ้างไม่สะดวกในการดำเนินการ จึงเปลี่ยนใจไม่จ้าง จากระเบียบนี้ทำให้แรงงานต้องเสียโอกาสในการได้งาน และต้องเสียค่าบริการให้บริษัทจัดหางานทั้งในฮ่องกงและเมืองไทย ทั้งๆที่ไม่จำเป็น ส่วนลูกจ้างที่อยู่ในฮ่องกงอยู่แล้ว ที่จะต่อสัญญาจ้างกับนายจ้างเก่า หรือเปลี่ยนนายจ้างใหม่ แต่ลูกจ้าง หรือนายจ้างไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง จึงให้ผู้อื่นดำเนินการแทนก็ถูปฏิเสธเช่นกัน นางปาริชาติกล่าว นาย สมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย ได้ตรวจสอบระเบียบดังกล่าวพบว่า ระเบียบที่เอื้อประโยชน์บริษัทจัดหางานในฮ่องกงนั้น มีหลักฐานยืนยันว่า ระเบียบดังกล่าว ถูกนำมาประกาศใช้ในช่วงที่นาง วรรณพร ชูอำนาจ เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าสนร.-ฮ่องกงตั้งแต่ปี 2547 ในขณะที่ก่อนหน้าการเข้ารับตำแหน่งของนางวรรณพร ชูอำนาจซึ่งมีนายสฤษดิเดช ขำปัญญา เป็นหัวหน้า ไม่มีระเบียบดังกล่าว แม่บ้านชาวไทยที่หานายจ้างเอง ถ้าทำสัญญาจ้างไม่ทันภายใน 14 วันสามารถฝากเรื่อง มอบอำนาจให้บุคคลอื่นทำให้ได้ ไม่ต้องไปเสียเงินให้กับบริษัทจัดหางาน โดยปกติต้องเสียเงินให้บริษัทจัดหางานทำสัญญาจ้างให้ระหว่าง 3000-5000 เหรียญฮ่องกง หรือประมาณ 15000-20000 บาท ถือว่าไม่ถูกต้อง นายสมยศ กล่าว นาย นายชยันต์กานต์ ศักดาเจริญกิจ อดีตเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลบ้านพักฉุกเฉิน ซึ่งได้ลาออกเพราะถูกบีบให้ทำสัญญาจ้างไม่เป็นธรรม กล่าวยืนยันว่า การเรียไรเงินจำนวนมากจากบริษัทและนายหน้าจัดหางานนั้นเกิดขึ้นในปี 2547 เป็นต้นมา โดยนาง วรรณพร ชูอำนาจ หัวหน้าสนร.ฮ่องกง เป็นผู้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ออกไปเรี่ยไรเงิน หากได้มาน้อยก็จะถูกตำหนิดุด่าว่ากล่าวอย่างรุนแรงการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการกดดันลูกจ้างให้ลาออกจากงานด้วย พิมพ์ไทยรายวัน 30.4.06
|