10 ข่าวเด่น ของการเคลื่อนไหวด้านแรงงานในรอบปี 2548 |
![]() |
ข่าวเด่น ของการเคลื่อนไหวด้านแรงงานในรอบปี 2548 ปี 2548 เป็นปีเริ่มต้นช่วงวาระสมัยที่สองของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ด้วยคะแนนเสียงเลือกตั้งท่วมท้น จนสามารถกวาดที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ถึง 377 คน และสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวสำเร็จ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อย่างไรก็ตามรัฐบาลทักษิณ ต้องเผชิญกับมรสุมหลายด้านด้วยกันจนทำให้เสถียรภาพของรับบาลเริ่มสั่นคลอนในตอนปลายปี 2548 หนึ่งในมรสุมที่คอยรุมเร้ารัฐบาลทักษิณอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าจะไม่รุนแรงมากนักและไม่ส่งผลต่อความมั่นคงของรับบาลทักษิณนั่นก็คือกระแสการเคลื่อนไหวด้านแรงงานที่เกิดขึ้นตลอดปี 2548 เป็นกระแสต่อเนื่องจากปีก่อนๆ ต่อไปนี้เป็นข่าวที่ปรากฎขึ้นในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หลายฉบับด้วยกัน ระหว่างเดือนมกราคมจนถึงธันวาคม 2548 1. ข่าวแรกเป็นการเคลื่อนไหวของคนงานบริษัททริม อินเตอร์เนชั่นแนล จังหวัดนครราชสีมาเป็นบริษัทผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ชุดโซฟาเครื่องหนัง ยี่ห้อดังของโลก มีพนักงานประมาณ 250 คน พนักงานจำนวน 100 คนได้ร่วมกันยื่นข้อเรียกร้องขอให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และการป้องกันอันตรายจากการทำงาน ชุดทำงาน เงินช่วยเหลือการครองชีพคนงานหญิงตั้งครรภ์คนละ 300 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือนก่อนการคลอดบุตร และให้ยอมรับสิทธิของพนักงานในการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน แต่ปรากฎว่า บริษัทเมินข้อเรียกร้องดังกล่าว ไม่ยอมตกลงด้วยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2547 และใช้สิทธิปิดงานพนักงาน 100 คน ที่ร่วมกันยื่นข้อเรียกร้อง ดังนั้นพนักงาน 100 คน จึงเดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ด้วยการนำโซ่ผูกคอมาผูกล๊อคกับรั้วกำแพงหน้าทำเนียบรัฐบาล จนทำให้กระทรวงแรงงานดำเนินการให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงานและทำข้อตกลงสภาพการจ้าง
2.ข่าวที่สอง เนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2548 กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี นำโดยนางศุกานต์ตา สุขไผ่ตา นำคนงานหญิงจำนวน 1000 คน ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 7 ข้อ คือ คือ 1. ให้เร่งออก พ. ร. บ. จัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ ที่เป็นองค์กรอิสระของรัฐ 2. ให้ออกกฎหมายสนับสนุนให้ตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กปฐมวัยในย่านอุตสาหกรรม เพื่อให้แรงงานหญิงสามารถเลี้ยงลูกได้ด้วยตัวเอง 3. ให้เร่งแก้ พ. ร. บ. ประกันสังคม มาตรา 39 ให้ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเพียง 1 ส่วนเท่านั้น และให้ขยายความคุ้มครองไปยังแรงงานนอกระบบ และแรงงานติดเชื้อเอชไอวีด้วย 4. ให้ยกเลิกการจ้างงานเหมาช่วง และเหมาค่าแรงในสถานประกอบการ และขยายการบังคับให้กฎหมายใช้คุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด ไม่ให้นายจ้างกดขี่ขูดรีดแรงงาน 5. ให้หยุดขาย หรือแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ 6. ให้ผลักดันนโยบายส่งเสริมพัฒนาแรงงานหญิงให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกนโยบาย และ 7. ให้รัฐบาลปรับค่าจ้างขั้นต่ำโดยยึดมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ให้ไม่น้อยกว่ารายได้ของข้าราชการคือเดือนละ 7,000 บาท
3. ข่าวที่สาม เป็นประจำทุกปีในวันที่ 1 พ.ค. ที่ถือเป็นวันแรงงานแห่งชาติ ภาครัฐ องค์กร แรงงานต่างๆ ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อเอาใจ ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ ซึ่งมีทั้งนิทรรศการ ให้ความรู้แก่ผู้ใช้แรงงาน และงานมหรสพตลอดทั้งวัน โดยจุดหลักยังคงอยู่ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งองค์กรลูกจ้าง 10 องค์กร อาทิ สภาองค์การลูกจ้างแรงงานเสรีแห่งชาติ สภาศูนย์กลางแรงงาน สภาอุตสาหกรรมเอกชน ฯลฯ นำผู้ใช้แรงงานนับหมื่นคน เดินทางมารอพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อหลัก คือปรับทุนประกันสังคม ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และให้รัฐบาลประกาศรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ขณะที่ในเวลา 09.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจและองค์กรลูกจ้างต่างๆ นำโดยนายสมศักดิ์ โกสัยสุข ราว 2 พันคน แยกตัวมาจัดกิจกรรมกันเอง โดยมีการเดินถือป้ายผ้าไปตามถนนราชดำเนินจนถึงทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาแรงงาน 11 ข้อ อาทิเช่น ให้รัฐบาลหยุดการขายหรือแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ให้รัฐบาลปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาท ให้รัฐบาลประกาศรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ( ILO) ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 ให้รัฐบาลยกเลิกการจ้างงานเหมาช่วง- เหมาค่าแรงในสถานประกอบการ การชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล มีอยู่สองกลุ่มด้วยกัน คือกลุ่มของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานและกลุ่มของสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอตัดเย็บเสื้อผ้า ทั้งสองกลุ่มทำการปราศรัยโจมตีว่ารัฐบาลทักษิณนั้นเป็นตัวแทนนายทุนผูกขาด และกำลังทำลายกรรมกร นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้ตอบข้อเรียกร้องในวันกรรมกรสากลที่ท้องสนามหลวงโดยกล่าวว่า การจ้างงานเหมาค่าแรง เป็นการจ้างงานแบบซิกแซก ไม่ถูกต้อง จะเรียกโรงงานต่างๆมาเพื่อขอร้องไม่ให้ทำ ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาทนั้นเป็นข้อเรียกร้องที่มากเกินไป
ข่าวที่สี่ คนงานไก่สดกว่า 400 คนได้ชุมนุมบริเวณหน้าโรงงานไก่สดเซนทาโก ถ. พหลโยธิน ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่าน เนื่องจากถูกนายจ้างปิดงาน ซึ่งมาจากการยื่นข้อเรียกร้องขอค่ารถวันละ 10 บาท ของสหภาพแรงงาน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ นายจ้างจึงสั่งปิดงาน และในวันที่ 17 มิถุนายน 2548 ระหว่างที่คนงานทั้งหมดกำลังชุมนุมกันอยู่ที่หน้าโรงงานนั้น ได้มีมือมืดปาก้อนหินลงมาจากชั้น 4 ของโรงงานมายังกลุ่มคนงาน ซึ่งก้อนหินดังกล่าวได้ไปโดนบริเวณหน้าผากของนางคำพู หนึ่งในคนงานที่นั่งชุมนุมอยู่ จึงต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลนวนคร หมอเย็บ 2 เข็ม หลังจากนั้นทางสหภาพแรงงานจึงพาไปแจ้งความที่ สภอ. คลองหลวง เพื่อดำเนินการหาตัวมือมืดต่อไป ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับคนงานเป็นอย่างมาก การชุมนุมของคนงานไก่สดยืดเยื้อเป็นเวลาหลายเดือน จนรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานสั่งให้ยุติข้อพิพาทแรรงงานเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2548 แต่ปรากฎว่านายจ้างหาเหตุเลิกจ้างคนงานจำนวน 100 คนออกจากงาน
ข่าวที่ 5 สืบเนื่องจากการปล่อยราคาน้ำมันลอยตัว ทำให้มีขึ้นราคาน้ำมันแพงลิบลิ่ว และส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 6 รัฐบบาลได้ออกมาตรการเศรษฐกิจเฉพาะหน้าในการเพิ่มอัตราเงินเดือนให้กับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยเพิ่มให้สำหรับอัตราเงินเดือน 7000 บาทเป็น 10000 บาท ทำให้ฝ่ายผู้ใช้แรงงานไม่พอใจที่ไม่มีการเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไปด้วย ดังนั้น ในวันที่ 18 กรกฎาคม คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงาน และองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย นำคนงานจำนวน 4000 คน ได้รวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีผู้ชุมนุมทยอยเดินทางมาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเวลาประมาณ 10.45 น. จึงรวมตัวกันตั้งขบวนเพื่อที่จะเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ให้รัฐบาลเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233บาท คัดค้านการรวมกองทุนประกันสังคมในโครงการรั30 บาทรักษาทุกโรค ให้ควบคุมราคาสินค้าอุปโภค บริโภค และให้ยกเลิการจ้างงานเหมาค่าแรง แต่ปรากฎว่า ตำรวจกว่า 400 นาย ได้นำแผงเหล็กมาปิดถนนบริเวณทางเข้าถนนพิษณุโลกไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปที่ถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล ทำให้เกิดการปะทะกันเล็กน้อย โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้ผลักดันแนวปิดกั้นของตำรวจจนต้องปล่อยให้ไปชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล ผลการชุมนุมในครั้งนี้รัฐบาลได้ยอมที่จะไม่ให้มีการรวมกองทุนประกันสังคมเข้ากับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ให้เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำในกรุงเทพและปริมณฑลวันละ 175 บาท เป็น 181 บาท หรือเพิ่มขึ้นอีก 6 บาท ในเดือนสิงหาคม 2548 ส่วนข้อเรียกร้องอื่นๆ ไม่มีความคืบหน้า
ข่าวที่ 6 ตะลึงกันไปทั่ว เมื่อมีข่าวว่าแรงงานไทยร่วม 2 พันคน ที่ทำงานในโครงการรถไฟใต้ดินเมืองเกาสง ของบริษัท เกาสงขนส่งมวลชน ในไต้หวัน ก่อเหตุจลาจล ทำลายทรัพย์สินของบริษัทนายจ้างเสียหาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2548 บริเวณบ้านพักแรงงานไทย อาคาร 4 ชั้น 2 ซึ่งมีคนไทยอาศัยอยู่ประมาณ 300 คน โดยแรงงานไทยกลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันเผาอาคารสำนักงาน เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ของบริษัท อีกส่วนก็ร่วมกันประท้วงเรียกร้องให้นายจ้างยกเลิกระบบสวัสดิการเดิม มีการประเมินค่าเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งนี้คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ในวันต่อมาว่า หลังจากที่ได้สั่งเจ้าหน้าที่ทูตแรงงานไทยประจำเมืองเกาสง ไปเจรจากับนายจ้างและทางการของไต้หวัน พบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจของไต้หวันกำลังตรวจสอบและสอบสวนพร้อมแยกผู้ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ที่ก่อเหตุ โดยแรงงานไทยที่มีส่วนร่วมกระทำความผิดประมาณ 100 คน จะต้องมีการสอบสวนเอาผิดและดำเนินการต่อไป หากแรงงานคนใดถูกดำเนินคดีจนกระทั่งถูกส่งกลับประเทศ กระทรวงแรงงานก็พร้อมที่จะประสานให้ความช่วยเหลือในการเดินทาง บริษัท เกาสง แมส แรพิด ทรานซิท นำวินัยแบบทหารมาใช้กับคนงานไทยเพื่อให้ง่ายแก่การปกครองคน 1,700 คน การแบ่งย่อยที่พักอาศัยจนแออัด และจำกัดอิสรภาพอย่างเกินจำเป็น ถึงแม้ว่านายจ้างจะสามารถกำหนดกฎตายตัวในช่วงเวลาการทำงานได้ แต่เมื่อหมดเวลางานแล้ว ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่จำเป็นที่จะต้องขัดขวางคนงานจากการใช้โทรศัพท์มือถือ สูบบุหรี่ หรือดูโทรทัศน์หลังเลิกงาน หรือออกกฎว่าจะต้องใช้เงินที่ตัวเองหามาอย่างไร ตามสถิติกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติไต้หวัน คนงานต่างชาติในไต้หวันเป็นคนไทยมากที่สุด ซึ่งมีจำนวนถึง 94,742 คน คิดเป็น 34.1 เปอร์เซ็นต์ ของแรงงานต่างชาติทั้งหมดในประเทศ
ข่าวที่ 7 แกนนำสหภาพแรงงานประกอบไปด้วย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงาน องค์การแรงงานแห่งประเทศไทย และพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย พบปะกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2548 โดยพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตยได้ยื่นข้อเรียกร้อง 1.ให้สำนักงานประกันสังคมเพิ่มและขยายสิทธิผลประโยชน์ทดแทนให้กับผู้ประกันตนครอบคลุมถึงบุตรคือให้บุครของผู้ประกันตนจำนวนไม่เกินสองคนมีสิทธิได้ประโยชน์ทดแทนค่ารักษาพยาบาลเช่นเดียวกันกับผู้ประกันตน ในการประชุมครั้งนี้รัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทินและข้าราชการระดับสุงของกระทรวงแรงงานเกือบทั้งหมดได้ยืนยันว่า กระทรวงแรงงานได้ยกร่างแก้ไข พรบ.คุ้มครแงแรงงาน 2541 เพื่อให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างรับเหมาค่าแรงโดยเท่าเทียมกันทั้งในด้านการจ้างงาน สิทธิประโยชน์ สภาพการจ้างและข้อตกลงสภาพการจ้างตามกฎหมายแรงงานแรงงานสัมพันธ์ จากการยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวมีการนัดหมายระหว่างคณะกรรมการประกันสังคมและพันะมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย ในการพิจารณาข้อเรียกร้องเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2548 ผลปรากฏว่า รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ผลักดันให้สำนักงานประกันสังคมเพิ่มสิทธิประโยชน์ สิทธิประโยชน์ที่ทางสำนักงานประกันสังคมมอบให้เป็นของขวัญแก่ผู้ประกันตนคือ 1. เพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจากเดิม 200 บาทเป็น 350 บาทเป็นระยะเวลา 6 ปี ( จ่ายคราวละไม่เกิน 2 คน) 2. เพิ่ม สิทธิเรื่องค่าคลอดบุตรจากเดิม 6,000 บาทเป็นใช้จ่ายได้ตามความเป็นจริง (รวมถึงค่าตรวจครรภ์ ตรวจสุขภาพ) ซึ่งจะได้ประกาศเป็นกฎกระทรวงต่อไป 3.เพิ่มสิทธิการทำฟันจากเดิมปีละ 400 บาท ( ครั้งละ 200 บาท) เป็นไม่จำกัดจำนวนเงิน และจำนวนครั้งในการทำฟัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 พ.ย.เป็นต้นไป
ข่าวที่ 8 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงาน และคณะทำงานแก้ไขปัญหาการจ้างเหมาค่าแรง สภาทนายความ ได้จัดการอภิปราย ในช่วงเช้าเรื่อง การแก้ไขกฎหมายแรงงานให้มีการยกเลิกการจ้างงานรับเหมาค่าแรง เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2548 ที่ห้องประชุมคุรุสภา ลาดพร้าว ในตอนเช้า โดยมีสาระสำคัญเปิดโปงว่า กระทรวงแรงงานแก้ไขพรบ.คุ้มครองแรงงานนั้นมีลักษณะหมกเม็ด เพราะมีถ้อยคำเพียงเท่าเทียมในเรื่องการจ้างงานแต่ไม่อาจเท่าเทียมกันในทุกประเด็นได้เพราะเป็นกฎหมายคนละฉบับกัน มีคนงานมารวมตัวกันกว่า 1000 คนและในตอนบ่าย ได้เดินทางมาที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายแรงงานให้มีการยกเลิกการจ้างงานรับเหมาค่าแรง และ ทำการเผาสัญลักษณ์กฎหมายแรงงานที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
ข่าวที่ 9 ผู้นำแรงงานประกอบไปด้วยนายสมศักดิ์ โกศัยสุข นางวิไลวรรณ แซ่เตีย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นำคนงานกว่า 300 คนไปปิดล้อมประตูกระทรวงแรงงานเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 เพื่อต้อนรับนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในการเดินทางมาประชุมข้าราชการระดับสูงของทุกกระทรวง ทำให้มีโอกาสยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง ซึ่งปรากฎว่า นายกรัฐมนตรีทักษิณ ได้กล่าวว่า การจ้างงานรับเหมาค่าแรงเป็นการจ้างงานซิกแซก เอาเปรียบผู้ใช้แรงงานเกินไป ทางรัฐบาลจะแก้ไขกฎหมายแรงงานให้มีการยกเลิกการจ้างงานรับเหมาค่าแรงต่อไป
ข่าวที่ 10 เป็นข่าวการเคลื่อนไหวคัดค้านการประชุมรัฐมนตรีขององค์การค้าโลก ( WTO) ฮ่องกง แรงงานหญิงที่ฮ่องกง ที่รวมตัวกันในนามของสมาคมรวมไทย สมาคมสตรีไทยในฮ่องกง สมาคมเพื่อนไทยในฮ่องกง สมาคมรวมไทยในฮ่องกง และเพื่อนๆพันธมิตรที่เป็นผู้ช่วยแม่บ้านชาวฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บังคลาเทศ จำนวนกว่า 150คน ได้เดินทางมาที่สถานกงสุลไทย ประจำเมืองฮ่องกง ซึ่งตั้งอยุ่ในอาคาร คอร์สเวย์พลาซ่า ย่านเซ็นทรัล เกาะฮ่องกง โดยหนังสือ ยื่นถึงนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ผ่าน นายวิชัย วราศิริกุล กงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง ตัวแทนสถานกงสุลโดย มี นส.อนุสรี ทับสุวรรณ กงสุลฝ่ายดูแลให้ความช่วยเหลือคนไทยมารับหนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าว
แรงงานหญิงที่ฮ่องกงได้เรียกร้องต่อรัฐบาลทักษิณให้ปรับปรุงการทำงานของสถานกงสุลไทยในฮ่องกง เนื่องจากสถานกงสุลไม่ได้จัดกิจกรรมวันสำคัญของชาติไทยเช่นวันที่ 5 ธันวาคม ในฮ่องกง รวมทั้งทำงานล่าช้า ไม่มีเครื่องมือการทำงาน และยังเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานจัดให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงานเตรียมความพร้อมเมื่อกลับจากอ่องกง กลุ่มแรงงานหญิงในฮ่องกง สมัชชาคนจน พันธมิตรสหภาพแรงงาประชาธิปไตย(พสป) รวมกันจำนวนกว่า 300 คน ร่วมกับองค์กรประชาชนนานาชาติจำนวนกว่า 10000 คน ในการเดินขบวนประท้วงองค์การค้าโลก ซึ่งกำลังพิจารณาให้เกิดการค้าเสรีในสินค้าเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ระหว่างวันที่ 11-18 ธันวาคม 2548 ผลปรากฎวว่าทางการรัฐบาลฮ่องกง ใช้กำลังตำรวจปราบปรามจราจลเข้าสลายการชุมนุมประท้วงด้วยการยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุม เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม กวาดจับไปกว่า 1000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวนาจากเกาหลีใต้ ได้รับบาดเจ็บเลือดนองกว่า 30 คน คนไทยอีก 80 คน ต่อมาปล่อยตัวกลับประเทศไทย มีผู้นำสหภาพแรงงานของไทยถูกจับจำนวน 5 คน เหลือไว้แต่แกนนำ 14 คน ชาวเกาหลีใต้ ที่ถูกดำเนินดคีที่ฮองกงในขณะนี้ ข่าวการเคลือนไหวด้านแรงงานนั้นนับเป็นกลุ่มประชาชนที่มาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นตัวสะท้อนถึงอุณหภูมิทางการเมืองในปีต่อไป ซึ่งมีผู้นำแรงงานได้สรุปออกมาว่าในปี 2549 นั้นจะเป็นปีแห่งการแตกหักระหว่างผู้ใช้แรงงานกับรัฐบาล จึงต้องจับตามมองกันต่อไปว่าจะเป็นไปดังที่ประกาศหรือไม่ กองบรรณาธิการนสพ.สยามออนไลน์ 30.12.05 |