หนึ่งปีภายใต้การปกครองระบอบเอกาธิปไตย

การสูญเสียประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในเนปาล

 

 
 

สรุปสถานการณ์

๑ นับตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ หนึ่งปีแล้วที่เนปาลได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ยานินทราโดยที่พระองค์ไม่เคยรับฟังเสียงของประชาชนเลย ประเทศได้ตกอยู่ภายใต้ระบบการปกครองแบบเอกาธิปไตยที่กษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว หลังจากนั้นการละเมิดสิทธิมนุษย์ต่างๆอย่างรุนแรงได้เกิดขึ้น

 ความร้าวฉานที่เกิดขึ้น

๒ สัปดาห์ที่ ๓ ของเดือนมกราคม รัฐบาลของกษัตริย์เนปาลได้มีมาตรการต่อต้านนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน พรรคการเมืองในรัฐสภา นักศึกษา และประชาชน มีการต่อต้านการเดินขบวนอย่างสันติของพรรคการเมืองต่างที่กำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ ๒ o มกราคม ๒๕๔๙ โดยประกาศให้เมืองหลวงเป็นเขตควบคุมกำหนดเวลาเคอร์ฟิวตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ในการจับกุมคุมขังประชาชนมากกว่า ๔๐๐ คน ซึ่งรวมทั้งนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผู้นำพรรคการเมือง ผู้นำสหภาพกรรมกร ผู้นำองค์กรสตรี เยาวชนและนักศึกษาจากทั่วประเทศ มีการตัดการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์และโทรทัศน์ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนเนปาลเกิดความหวาดกลัว การละเมิดขบวนการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนทำให้ประเทศตกอยู่ในอันตราย

 การฝ่าฝืนพันธกรณีระหว่างประเทศ

๓ รัฐบาลไม่ยอมที่จะปฎิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนในฐานะประเทศสมาชิก รวมทั้งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และอนุสัญญาที่ต่อต้านการทรมานและการประทุษร้ายต่างๆ สนธิสัญญาหรือการลงโทษการไม่เคารพสิทธิของมนุษย์ การกระทำโดยไม่มีเหตุผลของกองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐบาลได้ละเมิดบรรทัดฐานของคำประกาศเรื่องสิทธิมนุษยชน ปี ๑๙๔๘ และคำประกาศของสหประชาชาติเรื่องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ปี๑๙๙๘ รวมไปถึงละเมิดสิทธิสตรีและสิทธิแรงงานตามมาตรฐานของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของกรรมกรผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิในการเจรจาและการชุมนุม ปี๑๙๔๙ และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ

๔ การกระทำที่ละเมิดสิทธิต่างๆเหล่านี้เป็นการทำลายข้อกำหนดของเนปาลภายใต้ระเบียบวาระการประชุม ที่ ๑๙ เรื่องความร่วมมือทางเทคนิคและการให้คำปรึกษา ในการประชุมครั้งที่ ๖๑ ของคณะกรรมาธิการสิทธิมุษยชนสหประชาชาติ ปี ๒๕๔๙ ที่มีมติให้ ” รัฐบาลเนปาลเร่งดำเนินการโดยเคารพต่อสถาบันประชาธิปไตยแบบหลายพรรค และเคารพต่อกฎระเบียบกฎหมายของประเทศ โดยไม่มีข้อยกเว้น” มาตรการของรัฐบาลควรปฏิบัติตามข้อเสนอของมติที่ประชุมทั้งนี้เพื่อสร้างหลักประกันให้กับสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ของประชาชน ยกเลิกการตรวจตราข่าวต่างๆ รับรองสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุม และเสรีภาพของสื่อมวลชน กษัตริย์เนปาลไม่ได้ใส่ใจกับความวิตกกังวลที่นานาชาติหยิบยกขึ้นมา รวมไปถึงความห่วงใยของเลขาธิการสหประชาชาติ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชน สพภาพกรรมการยุโรป องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ สหภาพแรงงาน และสิทธิของกลุ่มต่างๆ ที่เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการฟื้นฟูประชาธิปไตย ด้วยมาตรการต่างๆที่เหมาะสมเพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในประเทศเนปาล

 การไม่ยอมรับฟังเสียงเรียกร้องเพื่อสิทธิและประชาธิปไตย

๕ รัฐบาลได้พยายามทุกทางที่จะลดบทบาทของสถาบันด้านมนุษยชนและประชาธิปไตย รวมทั้งกระบวนการของประชาชนในการต่อต้านอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม กษัตริย์ได้แก้กฎหมายต่างๆโดยการออกเป็นคำสั่งในเวลาที่ไม่มีรัฐสภาซึ่งเป็นวิธีการในการควบคุมสถาบันต่างๆ มีการแก้กฏหมายเพื่อทำลายความเข้มแข็งของคณะกรรมการ ด้านสิทธิมนุษยชน แก้ไขกฏหมายด้านสวัสดิการสังคม เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๑๕๔๘ ประกาศพระราชบัญญัติเรื่องการดำเนินงานขององค์กรทางสังคม เมื่อวันที่ ๑ o พฤษศจิกายน ๒๕๔๘ ปิดกั้นการปฏิบัติงานของ NGOs ทั้งในและนอกประเทศ เปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการสื่อสารและโทรคมนาคม เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๘ จำกัดสิทธิของสื่อมวลชน ซึ่งเป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระของประชาชน มีตัวอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลพยายามอย่างเป็นระบบที่จะทำให้ความเห็นและขบวนการของกลุ่มสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยอ่อนแอลง คำสั่งล่าสุดคือการตั้งคณะกรรมการภายใต้สำนักงานของนายกรัฐมนตรี และสภารัฐมนตรี เพื่อแก้ไขกฏหมายแรงงานในวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๙ เป้าหมายเพื่อทำลายขบวนการแรงงาน ลดความเชื่อมั่นในขบวนการแรงงาน เป็นการทำร้ายโดยตรงต่อการจ้างงานของแรงงาน ถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อกระบวนการสหภาพแรงงาน

 การที่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิไม่ต้องรับโทษและอำนาจของกองทหาร

๖ การที่กองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐบาลบังคับใช้กฏหมายต่อต้านและลงโทษการก่อการร้ายโดยไม่มีมาตรการในการติดตาม เป็นการเพิ่มความรุนแรงของการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฏหมายมนุษยธรรมโดยรัฐบาลและกองกำลังรักษาความมั่นคง โดยเฉพาะมาตรา ๓ ของสนธิสัญญาเจนีวา ผู้ที่กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษตามกระบวนการของศาล ความมั่นคงของประชาชนไม่มีเสถียรภาพ ทั้งประเทศตกอยู่ภายใต้อำนาจการปฎัติการทางการทหาร

้อกำหนดของคำสั่งต่างๆ

๗ ข้อกำหนดต่างๆที่ประกาศออกมา เป็นการครอบงำกระบวนการทางรัฐสภา โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเพิ่มอำนาจของรัฐบาลกษัตริย์ เป็นการปิดกั้นเสียงเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน นับตั้งแต่มีการยึดครองการปกครองได้มีคำสั่งอย่างน้อย ๓๕ คำสั่งที่ถูกประกาศใช้ สมาชิกรัฐสภากล่าวว่ารัฐบาลกษัตริย์ใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขตในการจัดการกับกลุ่มต่อต้าน

ความสูญเสียมากมายที่เกิดขึ้น

๘ นับตั้งแต่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๘ สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนยิ่งตกอยู่ในสภาวะวิกฤตมากขึ้น เห็นได้จากการปฏิบัติการอย่างโหดร้ายของกองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์ลัทธิเหมาแห่งเนปาลตั้งแต่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ถึง ๒๒ มกราคม ๒๕๔๙ ประชาชน

๑, ๔๗๘ คนถูกฆ่าใน ๖๕ อำเภอ จากทั้งหมด ๗๕ อำเภอ จากการที่ทำสงครามประชาชนขับเคี่ยวกัน มีกลุ่มเหมาอิสต์จำนวน ๙๕๑ คนถูกฆ่าโดยกองกำลังรักษาความมั่นคงและส่วนมากเป็นพลเรือนที่ไม่ติดอาวุธ การสังหารประชาชนเกิดขึ้นทุกวันนับตั้งแต่มีการยึดครองประเทศ เช่นเดียวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐบาลได้มีการหนุนหลังกลุ่มต่อต้านเหมาอิสต์ซึ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น การเจรจาที่จะวางอาวุธของทั้งสองฝ่ายมีข้อขัดแย้งที่ไม่สามารถตกลงกันได้ ผลที่ตามมาคือการสูญหายของประชาชน นับตั้งแต่วันที่มีการยึดอำนาจมีรายงานว่าประชาชนประมาณกว่า ๑๐๐ คนสูญหายไปหลังจากถูกกองกำลังรักษาความมั่นคงจับตัวไป ในขณะเดียวกันพลเมืองนับพันคนถูกกลุ่มเหมาอิสต์ลักพาตัวไป

การเพิกเฉยต่อขบวนการสันติภาพ

๙ ขณะที่กลุ่มเหมาอิสต์ประการแต่เพียงฝ่ายเดียวในการยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นเวลา ๔ เดือน นับตั้งแต่วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ถึง ๒ มกราคม ๒๕๔๙ รัฐบาลกลับเพิกเฉยแม้จะมีการเรียกร้องจากทั้งในและต่างประเทศ โดยอ้างเหตุผลว่าข้อเสนอนี้เป็นเพียงกลอุบายของกลุ่มเหมาอิสต์เท่านั้น ซึ่งเป็นทัศนคติของผู้บริหารประเทศที่ไม่สามารถสร้างความนับถือของประชาชนเนปาลให้เกิดขึ้นได้เลย พวกเขาหมดหวังที่จะเห็นสันติภาพเกิดขึ้นในประเทศ กลุ่มเหมาอิสต์ให้ความเห็นว่าเหตุผลที่รัฐบาลกล่าวอ้างเป็นอุปสรรคต่อข้อเสนอยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธ

การจับกุมคุมขังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

๑ o รัฐบาลถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่ามีการกระทำที่เป็นการดูถูกต่อระบบศาล โดยที่อย่างน้อยมีนักการเมืองและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ๖๖ คน ถูกศาลปล่อยตัวออกมาแต่ถูกกองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐบาลจับกุมคุมขังอีก กรณีนี้เกิดขึ้น ๘๒% (๕๔ คดี) ที่มีการจับกุมซ้ำอีกหลังจากที่มีการประกาศสภาวะฉุกเฉิน

การควบคุมสื่อและโทรคมนาคม

๑๑ รัฐบาลได้แก้กฏหมายเกี่ยวกับสื่อ โดยให้มีการควบคุมตรวจตราข่าวหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ การที่กองกำลังเข้าทำการค้นบ้านของผู้ที่ทำหน้าที่สื่อมวลชนนับเป็นการปฏิบัติการที่ร้ายแรงมาก ซึ่งรวมไปถึงการจำกัดด้านเสรีภาพทางการแสดงความคิดเห็นของสหพันธ์นักหนังสือพิมพ์เนปาล รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชนโดยรับรู้แต่จากฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว

๑๒ รัฐบาลได้ปิดกั้น Websites ไม่น้อยกว่า ๒๔ websites รวมทั้งการแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์ CNN และ บางช่องของสถานีโทรทัศน์จากอินเดีย มีการจับกุมนักหนังสือพิมพ์จำนวนมาก รวมทั้งควบคุมการออกข่าวของสถานีวิทยุประมาณ ๔๗ สถานี ซึ่งทำให้นักหนังสือพิมพ์ตกงานมากถึง ๑,๐๐๐ คน

๓ หลังจากที่รัฐบาลกษัตริย์ได้ยึดอำนาจ ได้มีการปิดการสื่อสารทุกชนิดตั้งแต่โทรทัศน์ วิทยุ Websites รวมทั้งการให้การบริการโทรศัพท์ ทำให้ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ รัฐบาลได้ออกคำสั่งให้ตนเองมีอำนาจในการระงับข่าวต่างประเทศหรือข่าวอื่นใดที่มีแนวโน้มขัดแย้งกับรัฐบาล ควบคุมไม่ไห้มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติการของกลุ่มเหมาอิสต์โดนไม่ได้รับการยินยอมจากกองกำลังรักษาความมั่นคง เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม และ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๐๐๕ กองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐบาลเข้าจู่โจมสถานีวิทยุ Kantipur และ Sagarmatha รวมทั้ง สถานีวิทยุคลื่น FM ในเมืองหลวงกาฐมันดุถูกยึดอุปกรณ์การสื่อสาร รัฐบาลยังออกคำสั่งไม่ให้สื่อออกข่าวที่บ่อนทำลายขวัญต่อกองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือข่าวที่ขัดแย้งกับประกาศต่างๆของรัฐบาล ยิ่งกว่านั้นหน่วยงานกองกำลังท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีอำนาจในการจับกุมผู้ที่ทำงานด้านสื่อ ในขณะเดียวกันยังถูกกลุ่มเหมาอิสต์ยังข่มขู่และลักพาตัวอีกด้วย

 การล้มล้างระบบการบริหารของรัฐบาลพลเรือน

๑๔ หลังจากรัฐบาลกษัตริย์ได้ยึดอำนาจการปกครองได้มีการล้มล้างระบบการบริหารของรัฐบาลพลเรือน มีการแต่งตั้งผู้บริหารหน่วยงานต่างๆของภาครัฐโดยพลการ ปราศจากเหตุผล และไม่ชอบด้วยกฏหมาย รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงกฏหมายข้าราชการพลเรือนอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามคำสั่งที่ออกเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ที่ห้ามไม่ให้ข้าราชการพลเรือนเป็นสมาชิกของสหภาพใดๆ ไม่มีอำนาจในกระบวนการแต่งตั้ง จำกัดสิทธิในการชุมนุม มีการละเมิดสิทธิการการรับเบี้ยบำนาญ ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลกษัตริย์ยังแต่งตั้งกรรมาธิการควบคุมการทุจริตเองโดยให้มีหน้าที่จัดการกับผู้นำทางการเมืองให้มีความผิดทางอาญาที่ต่อต้านรัฐบาล

 การจำกัดขอบเขตเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน

๑๕ รัฐบาลได้มีคำสั่งมากมายจำกัดขอบเขตเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนโดยไม่มีการประกาศเหตุผลใดๆ มีการปิดสนามบินนานาชาติในเมืองกาฐมันฑุในวันที่มีการยึดอำนาจ และภายใน ๖ เดีอนต่อมาก็ตามมาด้วยข้อห้ามมากมายในการปฏิบัติงานของนักสิทธิมนุษยชน นักหนังสือพิมพ์ นักกิจกรรมสตรี นักวิชาการ และนักการเมือง มีการจำกัดขอบเขตของประชาชนที่จะเดินทางออกนอกประเทศที่สนามบินที่เมืองกาฐมันฑุ มีประชาชนไม่น้อยกว่า ๔๘ คน ถูกห้ามไม่ให้ขึ้นเครื่องบิน ซึ่ง ๑๘ คนเป็นกรณีที่เกิดขึ้นหลังจากมีประกาศสภาวะฉุกเฉิน แม้แต่สมาชิกของคณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและรองประธานสภาผู้แทนราษฏรยังถูกบังคับให้กลับออกจากสนามบิน

๑๖ หน่วยงานบริหารระดับอำเภอได้รับคำสั่งห้ามไม่ให้ประชาชนมีกิจกรรมทางการเมืองหรือมีการชุมนุมอย่างสันติโดยมีบทลงโทษตามที่กำหนดไว้ในคำสั่ง มีการกำหนดเวลาเคอร์ฟิว ในเมืองกาฐมันฑุและในอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศ

การเลือกตั้งเทศบาลท่ามกลางความขัดแย้งที่ขยายวงกว้าง

๑๗ ถึงแม้ว่าจะยังคงมีสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศ กษัตริย์ได้ประกาศเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๐๐๕ จะจัดให้มีการเลือกตั้งเทศบาลในวันที่ ๘ กุมพาพันธ์ ๒๕๔๘ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการกระตุ้นขบวนการประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น แต่ประชาชนกลับคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลกษัตริย์อ้างเป็นหนทางที่มืดมน พรรคการเมืองและองค์กรภาคประชาชนในเนปาลได้ประกาศจุดยืนออกมาอย่างชัดเจนไม่ยอมรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ เพราะเป็นเพียงกลอุบายของกษัตริย์ในการปิดกั้นกระบวนการประชาธิปไตย และลดทอนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนานาประเทศที่รัฐบาลกษัตริย์ได้ทำการยึดอำนาจล้มล้างรัฐสภา กลุ่มเหมาอิสต์ก็ประกาศต่อต้านการเลือกตั้งครั้งนี้เช่นกัน รวมทั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ ได้มีการเรียกร้องไม่ให้ยอมรับการเลือกตั้งที่ไม่ได้มาจากประชาชนแต่เป็นการจัดฉากของรัฐบาลกษัตริย์ การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะขยายความขัดแย้งให้เพิ่มมากขึ้น แต่ยังเป็นอันตรายต่อความปรองดองทางการเมืองและการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี

าล

หนึ่งปีภายใต้การปกครองระบอบเอกาธิปไตย

การสูญเสียประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในเนปาล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลเผยแพร่ทั่วโลกสำหรับการชุมนุมต่อต้านการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยในประเทศเนปาล