การปฏิวัติ 2475

 

ที่ประชุมคณะราษฎร์ ตกลงกันว่าให้ใช้กำลังในตอนเช้าตรู่ ของวันที่ 24 มิถุนายน และเพื่อให้เป็นไป ตามแผนการณ์ที่ได้วางเอาไว้ จึงได้แบ่งความรับผิดชอบออกเป็นสายงานต่างๆ   พันเอกพระยาทรงสุรเดช ผู้วางแผน การณ์จะต้องใช้กลอุบายหลอกล่อ ผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร และอธิบดีกรมตำรวจ พลโท พระยาอธิกรณ์ประกาศ พระองค์เจ้าอลงกฎ เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ไม่ให้เกิดความสงสัยครางแครง ในการเคลื่อนไหวทางทหารที่จะมีขึ้น โดยได้ประกาศเป็นทางการว่า จะมีการฝึกทางยุทธวิธีแผนใหม่ จึงต้องใช้กำลังจากหน่วยต่างๆสมทบ ด้วยการสมมุติ เหตุการณ์ตามหลักการทหาร ซึ่งกรมยุทธศึกษาทหารบก ของของพระยาทรงสุรเดช ได้มีการติดต่อให้กองทหารต่างๆ ส่งผู้แทนมาร่วมประชุม อย่างพร้อมเพียงกัน
                   สำหรับกองกำลังหลักคือ ทหารปืนใหญ่ 1 กองพัน ทหารหน่วยน้อยภายใต้การบังคับของ พันเอก พระยา ฤทธิ์อัคเนย์ ทำหน้าที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และผู้บังคับการของทหารหน่วยน้อยนี้ แต่ละคนก็คือ ผู้ที่ได้คบคิดทำการ ปฎิวัติในครั้งนี้นั่นเอง
                   และอีกหน่วยหนึ่งคือ นักเรียนนายร้อยทหารบก ภายใต้การบังคับบัญชาของ พันโท พระเหี้ยมใจหาญ ผู้บังคับการ   หลวงธำรงค์นาวาสวัสดิ์ และหลวงศุภชลาศัย ควบคุมกองกำลังทหารเรือ   นาย พันตรี หลวงทัศนัย นิยมศึก นาย ร้อยโท ทวน วิชัยขัทคะ นาย ร้อยโท ชัย ประทีปเสน ทั้งหมดนี้จะนำรถถังมาร่วมด้วยในว้นนั้น
                   ทางฝ่ายพลเรือน หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ได้ร่างคำแถลงการณ์ และร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญการปก ครองชั่วคราวเตรียมไว้ หลวงโกวิทย์ อภัยวงค์ นาย วิลาศ โอสถานนท์ นาย ประยูร ภมรมนตรี นาย ประจวบ บุนนาค น.ต. หลวงนิเทศ กลกิจ บุคคลทั้งหมดนี้ จะทำหน้าที่ตัดสายโทรเลข และสายโทรศัพท์ ทั่วพระนคร ในวันปฎิวัติ
                ผู้ร่วมก่อการณ์ และ คณะราษฎร์ ทุกคน ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย พวกเขาขอ ยอมมอบชีวิต เพื่อผลประโยชน์ของชาติ และประเทศ อันเป็นที่รักยิ่ง ทั้งหมดได้ปฎิญาณร่วมกันว่า จะไม่แพร่งพราย ความลับนี้ให้ลูกเมีย หรือญาติพี่น้องของตนได้รับรู้เป็นอันขาด เพื่อตัดความกังวลและความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น
                              วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ปีวอก
                   วันที่จะต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ วันที่อำนาจได้เปลี่ยนมือ จากสมบรูณาญาสิทธิราช สู่ระบอบ   ที่เข้าใจกันว่า เป็นประชาธิปไตยในยุคนั้น
                 ตอนย่ำรุ่งของวันนั้นเอง แสงแห่งประชาธิปไตย ได้คืบคลานเข้ามาทาบทาโค้งฟ้าสยามประเทศ คณะราษฎร์ อันประกอบด้วย พระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาทรงสรุเดช พระยาฤทธิ์อัคเนย์ พระประศาสน์พิทยายุทธ์ หัวหน้าผู้นำในการปฎิวัติ ได้เริ่มแผนการณ์ตามที่ได้กำหนดไว้ การเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด กำลังจะ อุบัติขึ้น

คำประกาศของคณะราษฎร์ ฉบับที่ 1

ราษฎรทั้งหลาย

เมื่อกษัตริย์องค์นี้ ได้ครองราชสมบัติสืบต่อพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้ คงจะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์หาเป็นไปตามความหวังที่คิดไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณงามความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้าง ซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน
ผลาญเงินทองของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้น ให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร ปกครองอย่างขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้ในการตกต่ำในการเศรษกิจและความฝืดเคืองทำมาหากินซึ่งราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว
รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฏหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้ การที่แก้ไขไม่ได้ เพราะรัฐบาลของกษัตริย์นี้ มิได้ปกครองเพื่อประเทศ เพื่อราษฎร ตามที่รัฐบาลอื่น ๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส ( ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง ) เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร

จะเห็นได้ว่าภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ จะหาได้แต่ละเล็กแต่ละน้อยเลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียภาษีราชการหรือภาษีส่วนตัว ถ้าไม่มีเงิน รัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธาแต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นได้โค่นราชบัลลังก์เสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวง ไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่า จะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอย ๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้เจ้าได้กิน ว่าราษฎรมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ ถ้าราษฎรโง่เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่เป็นเพราะขาดการศึกษา ที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าราษฎรได้มีการศึกษา
ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้และคงไม่ยอมให้ทำนาบนหลังตน

ราษฎรทั้งหลาย พึงรู้ไว้เถิดว่าประเทศนี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้กู้ให้ประเทศมีอิสรภาพ พ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติไว้หลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน
ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั่นเอง! บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและทหาร พ่อแม่ต้องทิ้งนา
เพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่สำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฏหมาย บีบคั้นข้าราชการผู้น้อย นายสิบและเสมียน
เมื่อให้ออกจากงานแล้วไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่กวาดรวบรวมไว้มาจัดบ้านเมืองให้มีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎร ซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินมีเหลือเท่าไรก็เอาฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎร์ขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลกษัตริย์ไว้แล้ว คณะราษฎร์เห็นว่า การที่จะแก้ความชั่วร้ายก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือ หลาย ๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว

ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎร์
ไม่มีความประสงค์จะชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่ต้องอยู่ใต้กฏหมายธรรมนูญปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร

คณะราษฎร์ได้แจ้งความเห็นนี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธ หรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตน ว่าจะถูกลดอำนาจลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งขึ้นอยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา

ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่า ราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุก ๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้าได้รวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎร์จะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการโดยอาศัยหลักวิชา
ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์ทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ ๆ ที่คณะราษฎร์ได้วางไว้มีอยู่ว่า

1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชทางการเมือง การศาลในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
2. จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
3. ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ
จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน ( ไม่ใช้พวกเจ้ามีสิทธิ์ยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ )
5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 5 ประการดังกล่าวข้างต้น
6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลาย จงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎร์ให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วฟ้าดินนี้ให้สำเร็จ คณะราษฎร์ขอให้ทุกคนที่มิได้
ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฏหมาย พึงตั้งอยู่ในความสงบ และตั้งหน้าหากิน อย่าทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางแก่คณะราษฎร์นี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของราษฎรเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมสมบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่อดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกันและมีเสรีภาพ
พ้นจากความเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนา คือความสุขความเจริญอย่างประเสริฐที่เรียกเป็นศัพท์ว่า " ศรีอาริย์ " นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

คณะราษฎร์

 

 

ที่มา http://www.baanjomyut.com/library/kanarad/page6.html