“ ของแพง ” เดือดร้อนทั่วไทย
ผัก-หมู-ปลาแห่ขึ้น/จี้รัฐแก

ประชาชนในต่างจังหวัดจี้รัฐช่วยหลังหมูชำแหละพุ่งเป็น 110 บาท/กก. ปลา กุ้ง ขายแพงขึ้นอีกกิโลละ 10 บาท ด้านชาวนาร้องไถนาไม่ไหว หลัง “ ดีเซล” ขยับ “ พาณิชย์” ยันมีมาตรการควบคุมสินค้าอยู่แล้ว แต่คงห้ามมิให้ปรับขึ้นไม่ได้
ผักสด และเนื้อหมูในตลาดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ยังปรับตัวสูง รับกระทบราคาน้ำมัน โดย นางเยาวภา ศิริปุน อายุ 56 ปี แม่ค้าจำหน่ายเนื้อหมูในตลาดสดเทศบาลเมือง กล่าวว่าหลังจากราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาเนื้อหมูชำแหละปรับตัวสูงขึ้นจากเดิมกิโลกรัมละ 100 บาท เป็น 110 บาท
นางธิติรัตน์ นพรัตน์ แม่ค้าจำหน่ายผักสดในตลาดสดเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ บอกว่า ขณะนี้ราคาขายส่งผักสดหลายชนิดแพงขึ้น เช่น ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ขึ้นฉ่าย และผักชี ถึงแม้ตนจะปรับราคาขายปลีกให้สูงขึ้นตามไปด้วย แต่ก็ไม่สามารถจะขายได้เพราะผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยตรึงราคาน้ำมัน อย่าให้ขยับตัวพุ่งสูงขึ้นกว่านี้อีก
นอกจากนี้จากการสำรวจตลาดอาหารทะเลจ.สตูล เนื้อปลากะพงขาว ปลาหมึก และกุ้ง ในตลาดสดจ.สตูล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีราคาขยับขึ้นอีกกิโลกรัมละ 5-10 บาท โดยราคาปลากะพง ตัวเล็กกิโลกรัมละ 70 เพิ่มเป็น 80 บาท และราคากุ้ง 60 เพิ่มเป็น 70 บาท ส่วนราคาปลาหมึกกิโลกรัมละ 70 เป็น 80 บาท แล้วแต่ขนาดของสัตว์ทะเลแต่ละประเภท
ขณะที่แม่ค้าที่จำหน่ายบอกว่าสาเหตุที่ขึ้นราคาเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทุกวัน ทำให้ ชาวประมงนำปลามาขายในราคาที่สูงขึ้น ประกอบกับในระยะนี้ปลามีน้อยจึงมีราคาที่สูงขึ้น
พร้อมยอมรับว่าราคาอาหารทะเลที่สูงทำให้กลุ่มผู้บริโภคหันไปทานเนื้อประเภทอื่นแทนเนื้อปลา หรือถ้าซื้อก็ซื้อในจำนวนที่น้อยลง จึงทำให้แพง จำหน่ายอาหารทะเลไม่คึกคัก
ด้านนายสมบูรณ์ สุวรรณโน นักวิชาการส่วนส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจ.สงขลา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า จากสถานการณ์น้ำมันที่ไม่นิ่ง และเขยิบราคาสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อชาวนาแล้ว โดยชาวนาในการทำนานั้นจะต้องใช้น้ำมันดีเซล เช่น รถไถนาเทียมดิน รถเก็บเกี่ยวข้าวในนา รถยนต์หรือรถอีแต๋นบรรทุกใส่ปุ๋ย ส่วนการทำนาปรังจะต้องใช้เครื่องสูบน้ำเข้านาตกไร่ละประมาณ 1,000 บาท
“ เดิมตอนน้ำมันยังไม่ขยับ ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 1,200 บาท/ไร่ แต่เมื่อน้ำมันมาขยับราคาขึ้น ต้นทุนการผลิตมาอยู่ที่กว่า 2,000 บาท/ไร่ ซึ่งเป็นการส่งผลกระทบต่อชาวนามาก หากมีผลกระทบต่อชาวนามาก แนวโน้มก็จะถดถอยเลิกการทำนา ขณะนี้เลิกบ้างแล้ว แต่ยังไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ในบางพื้นที่ แต่หากไม่มีแรงจูงใจให้ชาวนาทำนา มีโอกาสทิ้งถิ่นฐานไปหาอาชีพอื่นทำหรือเปลี่ยนแปลงอาชีพ ก็เกิดปัญหาขาดแรงงานชาวนา
นายสมบูรณ์ยังกล่าวต่ออีกว่า จากผลกระทบที่ต้นทุนการทำนาสูงขึ้น ต้องมีแรงจูงใจให้ชาวนา คือบริการเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นดีมีคุณภาพ ที่มีผลผลิตสูง ไม่ต่างกับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ที่ให้บริการกับชาวสวนยางที่บริการทุนสงเคราะห์ปลูกยางพารา ไร่ละหลายพันบาท
ด้านนายการุณ กิตติสถาพร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาค่าครองชีพของประชาชนในปัจจุบันนั้น กระทรวงพาณิชย์พยายามที่จะลดผลกระทบโดยทำใน 2 ด้าน คือ การดูแลราคาสินค้า มีการตรวจสอบไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยไม่เป็นธรรม และการปรับขึ้นราคาต้องเหมาะสมกับต้นทุน และการช่วยเหลือให้ประชาชนได้มีโอกาสซื้อสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาดด้วยโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการธงฟ้าราคาประหยัด ซึ่งขณะนี้มีรถเข็นขายอาหารธงฟ้าประมาณ 1,000 คันแล้ว และคาดว่าจะถึง 5,000 คัน ในเร็ว ๆ นี้ รวมทั้งการจัดงานมหกรรมสินค้าราคาโรงงาน ซึ่งจะจัดไปทั่วประเทศตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ทั้งนี้ ภาคเอกชนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

 

แนวหน้า 15.5.06