หมายเหตุ : คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ( มธ.) จัดสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2549 เรื่อง " เศรษฐกิจไทยในกระแสการเปลี่ยนแปลงสังคมเศรษฐกิจโลก" เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม
@ ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์
ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
เมื่อพิจารณาการค้าที่ไทยเปิดเสรีมานานแล้ว พบว่าทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องของรายได้ เช่น ความเหลื่อมล้ำของราคาสินค้าระหว่างผู้มีรายได้สูงผลิตกับผู้มีรายได้ต่ำผลิตแตกต่างกัน เพราะสินค้าเกษตรที่คนจนผลิตมักจะเป็นฝ่ายได้รับผลกระทบและถูกกีดกันจากผู้ที่มีโอกาสมาโดยตลอด ทำให้เห็นว่า สิ่งที่พยายามบอกว่าประเทศไทยเป็นการค้าเสรี จึงไม่ใช่
เมื่อพิจารณาตัวเลขความเหลื่อมล้ำของรายได้ตั้งแต่ปี 2524-2543 พบว่ามีช่องว่างมากขึ้นเรื่อยๆ และประเทศไทยจัดเป็นประเทศยากจน เพราะประชากรครึ่งหนึ่งของประเทศขณะนั้นมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 85 บาทต่อคนต่อวัน เท่ากับว่า ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความยากจน ส่งผลให้ผู้ที่จะเข้ามาทางการเมือง จำเป็นต้องหายาวิเศษ และทำให้กลุ่มการเมืองที่อาสาเข้ามาแก้ปัญหาในปี 2543 เลือกที่จะใช้นโยบาย แจกไม่เลือก แถมไม่อั้น เพื่อพยายามกระจายเม็ดเงินสู่ระดับล่างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย และทำให้ตัวเลขการกระจายรายได้ของไทยในปี 2548 ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามที่กลุ่มคนดังกล่าวต้องการ
เหมือนนิทานเรื่อง ดอกเตอร์เฟาส์ท ( Dr.Faust) ที่ต้องการเป็นผู้รู้ของโลก จนไปหาวิธีเรียกปีศาจ (Devil) เพื่อมาทำข้อตกลงกันว่า หากอยากจะรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ และอยากมีความร่ำรวยแบบสุดสุด อยากรู้ทุกเรื่องในโลก จะต้องทำอย่างไรบ้าง ปีศาจเสนอความคิดว่า จะยอมเป็นคนรับใช้ดอกเตอร์เฟาส์ท 24 ปี โดยจะให้ความรู้และไม่โกหก แต่เมื่อครบ 24 ปี ดอกเตอร์เฟาส์ทจะต้องสูญเสียร่างกายให้กับปีศาจ
ดังนั้น ตลอด 24 ปี ดอกเตอร์เฟาส์ทใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะรู้ทุกอย่างในโลกนี้ แต่เมื่อใกล้จะครบ 24 ปี ก็มีแต่ความไม่สบายใจ แต่ไม่รู้จะแก้ไขข้อตกลงได้อย่างไร จึงต้องยอมรับสภาพ และวันที่ดอกเตอร์เฟาส์ทเสียชีวิตก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวน เมื่อขึ้นไปดูในห้องก็พบว่าดอกเตอร์เฟาส์ทเสียชีวิตแล้ว เพราะถูกปีศาจฉีกร่างกายเป็นชิ้นๆ และดูดวิญญาณไป ซึ่งทำให้ลูกศิษย์ได้เรียนรู้ว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะได้อะไรมาฟรีๆ
สำหรับประเทศไทย เราก็ต้องเรียนรู้ว่า ยาขนานวิเศษที่นำมาใช้แก้ปัญหาความยากจนนั้น ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ทุกอย่างต้องมีต้นทุน และยาวิเศษที่กลุ่มการเมืองเลือกมาใช้ ก็เช่นเดียวกัน โดยคนไทยได้เรียนรู้ว่า ยาวิเศษเพื่อแก้ไขความยากจน ที่เคยคิดว่าไม่มีต้นทุนนั้น ไม่มีจริง ทางออกคือ ควรจะต้องหาวิธีแก้ไขวงจรการลดแลกแจกแถม เพราะถ้าปล่อยให้ทำต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้ประเทศเสียหาย
ขณะนี้ประเทศไทยต้องการผู้นำที่ฟันธงว่าไม่เอานโยบายแบบนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ช่วยคนจนที่มีอยู่เกือบครึ่งประเทศ เพียงแต่ต้องการให้เลิกแนวคิดแจกเงินอย่างเดียว เพราะตอนนี้ประชาชนไม่สามารถชำระหนี้ได้ จนบางส่วนต้องยกขบวนมาทำเนียบรัฐบาลหรือธนาคารของรัฐ เพื่อขอให้ยกหนี้
เหมือนที่นายจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เคยกล่าวไว้ว่า อย่ามัวแต่ถามว่ารัฐบาลหรือประเทศให้อะไรกับประชาชนบ้าง แต่ประชาชนควรตอบให้ได้ว่า เราให้อะไรกับประเทศบ้าง
สำหรับทางออกนั้น รัฐบาลและประชาชนต้องเป็นหุ้นส่วนกัน เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต เพราะปัญหาความเหลื่อมล้ำสามารถแก้ไขได้ แต่ต้องไม่มาจากการให้เพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้เจอกับความเจ็บปวด ซึ่งทุกประเทศที่ใช้นโยบายนี้เจอมาแล้ว
นอกจากนี้ ประเทศไทยหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ได้หันมาให้ความร่วมมือด้านการเงินมากขึ้น เพื่อพยุงเศรษฐกิจทางการเงินในแถบเอเชีย แต่ยังมีความผันผวน ซึ่งเป็นผลจากการบิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งแตกต่างจากอดีต ที่ความผันผวนจะมาจากอุปสงค์ (ดีมานด์) และอุปทาน (ซัพพลาย) เช่น กรณีเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ ก็ทำให้ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราและดัชนีตลาดหุ้นผันผวนกันไปหมด สะท้อนว่า การบริหารจัดการเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นไปอย่างยากลำบาก การดูปัญหาและแก้เป็นจุดๆ เพื่อกำหนดนโยบาย คงเป็นไปไม่ได้ เพราะการวางนโยบายเศรษฐกิจของโลกเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ประเทศในแถบเอเชียควรต้องให้ความสำคัญกับการร่วมมือกัน เพื่อชี้นำระบบการเงินของโลกแทนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ประเทศไทยควรจะให้ความสำคัญกับการค้าการลงทุน ผลักดันให้อาเซียนเป็นตลาดเดียวกัน มียุทธศาสตร์การค้าเดียวกัน ซึ่งขณะนี้ไทยยังมีโอกาสผลักดันประเทศให้เป็นผู้นำในอาเซียนได้ ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อดึงการค้าการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมาไว้ที่ไทย และอย่าไปหวังพึ่งองค์กรต่างประเทศที่จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการ เพราะทุกอย่างจะช้าเกินไป หากทำได้จะทำให้ประเทศไทยสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้และลดคนยากจนได้
@ อานันท์ กาญจนพันธุ์
อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ขณะนี้สังคมไทยกำลังมีปัญหาที่กำลังเปิดตัวอย่างล่อนจ้อนจากการเปิดเสรี แล้วคิดว่าจะเป็นสิ่งที่สร้างความเจริญให้กับประเทศ การเปิดเสรีของไทยเป็นลักษณะที่ไร้การควบคุมและกำลังจะเป็นปัญหา เพราะกำลังหลงเชื่ออุดมการณ์เสรีนิยม ขณะที่ประเทศอื่นแสร้งทำเป็นหลงเชื่อ โดยมีการสร้างกลไกปกป้องตนเองมากมาย ส่วนประเทศไทยกลับไม่มีการปกป้อง กลับสร้างสิ่งอื่นมาบิดเบือนเศรษฐกิจอีกมหาศาล เช่น การให้ประโยชน์กับคนบางกลุ่มมากกว่า อย่างกรณีนโยบายประชานิยม ซึ่งอาจจะหวังดี หรือแสร้งทำเป็นหวังดี แต่ปัญหาคือ ความหวังดีอย่างเดียวไปไม่รอด ต้องเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นจริงของสังคม เนื่องจากจะเกิดปัญหาและผลกระทบเชิงลบโดยไม่ตั้งใจ
กรณีโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และการแจกเอกสารสิทธิที่ดิน ที่นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้คนอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน แต่เรื่องนี้ผมเสียวมหาศาล เพราะไม่มีอะไรปกป้องไว้เลย ตลาดมีการบิดเบือน สังคมมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ประกอบกับกลไกที่เกี่ยวกับการดูแลที่ดินก็ไม่มีเลย จากการศึกษาของผมหลังจากภาครัฐเร่งออกโฉนดที่ดินในปี 2527-2528 กลับพบว่า ที่ดินยิ่งหลุดจากมือชาวนามากขึ้น จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครทำอะไร
การบิดเบือนรายได้ การเข้าถึงทรัพยากรที่บิดเบือนเช่นนี้ ทำให้ความสามารถของเราแย่ แล้วจะไปแข่งขันกับต่างชาติได้อย่างไร การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา นอกจากจะไม่ปรับตัว เพื่อลดความเบี่ยงเบนในระบบ กลับยังทำร้ายตัวเองมากขึ้น เช่นการออกไปเกี่ยวพันกับต่างชาติ ในกรณีสร้างเครือข่ายพลังงานเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งการทำแบบนี้คนส่วนใหญ่มองว่าช่วยให้ต้นทุนของเราลดต่ำลง แต่ไม่มีใครคำนึงว่าทำให้อำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจของคนทั่วไปลดลง
คนไทยไม่สามารถออกไปคัดค้านต่อต้านนอกประเทศได้ เมื่อความสามารถต่อรองภายในไม่มี แล้วจะไปต่อรองกับต่างประเทศได้อย่างไร
นอกจากนี้สังคมไทยยังถูกครอบงำอุดมการณ์จากระบบตลาดเสรี โดยหลงเชื่อในวัฒนธรรมกระแสเดียว เช่น บอลโลก ที่สามารถสร้างรายได้มหาศาล แต่ข้อเท็จจริงเป็นเพียงมายาเท่านั้น เราควรทำความเข้าใจกับความหลากหลายของสังคมไทย แล้วนำไปเป็นอำนาจต่อรอง
ที่ผ่านมาเราพยายามคิดว่า เราเป็นแบบเดียว แต่ต่อจากนี้ควรต้องใช้ความหลากหลายในสังคมไทยสร้างความได้เปรียบในสังคมโลกให้ได้
@ ประมนต์ สุธีวงศ์
ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เป็นต้นมา เราเรียนรู้และปรับตัวน้อยมาก แม้จะแข็งแรงขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอ ถ้ามีปัญหาอีก เราก็ต่อสู้ไม่ได้ เช่น จีนและอินเดีย มีการเปลี่ยนแปลงมาก และจะมีผลต่อการปรับตัวของไทยในอนาคต อินเดียสามารถขายสมอง ขายความรู้ ขณะที่จีนจะเป็นโรงงานของโลก ทำสินค้าราคาถูก ประเทศไทยจะถูกบีบทั้งด้านบนและด้านล่าง จะขายสมองก็ทำไม่ได้ จะขายแรงงานระดับล่าง คนไทยก็ไม่ทำ เพราะฉะนั้น เราต้องเป็นพันธมิตรกับประเทศเหล่านี้หรือไม่
อีกสิบปี สองประเทศนี้นอกจากจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นมหาอำนาจทางการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย มีนัยยะสำคัญต่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ที่เราต้องปรับตัว เรื่องสำคัญคือ การวางตัวของเราต่อจีนและอินเดียในอนาคตจะเป็นอย่างไร เราต้องดึงจีนและอินเดียเข้ามาลงทุน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน
หน้า 2< |