| สำนักข่าวสยามออนไลน์ 2.5.06//
นาย การุณ กิตติสถาพร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือนเมษายน 2549 เท่ากับ 114.3 สูงขึ้น 6.0% เทียบเมษายน 2548 และสูงขึ้น 1.2% เทียบมีนาคม 2548 ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องในรอบ 6 เดือน นับจากเดือนตุลาคม 2548 ปัจจัยสำคัญกระทบต่อเงินเฟ้อที่สูงขึ้น คือราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นกระทบต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าโดยสารสาธารณะ พร้อมกับราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นมา เช่น ราคาผักสดสูงขึ้น 37% ผลไม้สดสูงขึ้น 12.7% และยังมีไก่สด ไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำตาลมะพร้าว และโจ๊กซองที่ขยับขึ้นถึงซองละ 20 บาท
นายการุณกล่าวว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเดือนเมษายน เท่ากับ 104.1 สูงขึ้น 0.3% เทียบกับเดือนมีนาคม 2549 และสูงขึ้น 2.9% เทียบกับเดือนเมษายน 2548 ขณะที่ดัชนีผู้ผลิต เท่ากับ 136.7 สูงขึ้น 2.9% เทียบกับเดือนมีนาคม 2549 และสูงขึ้น 8.7% เทียบเดือนเมษายน 2548 ส่วนราคาดัชนีวัสดุก่อสร้าง เท่ากับ 128.2 สูงขึ้น 1.8% เทียบเดือนเมษายน 2549 และสูงขึ้น 1.4% เทียบเดือนเมษายน2548
โดยกระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีขยายตัว 3.5-4.5% และหากราคายังเพิ่มขึ้นคาดการณ์เป็นไปได้ของเงินเฟ้อน่าจะอยู่4.0% แทนคาดการณ์เดิม3.5%"
ในส่วนของหนี้สินครัวเรือนนั้น รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.) แจ้งว่า ข้อมูลสินเชื่อเพื่อการอุปโภค-บริโภคของธนาคารพาณิชย์พบว่า ภาคครัวเรือนยังคงมีการก่อหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสที่4 ปี2548 สินเชื่อดังกล่าวขยายตัว16.7%
ขณะที่การกู้ยืมเพื่อการอุปโภค-บริโภคส่วนบุคคลที่ไม่ใช่เพื่อที่อยู่อาศัยยังคงขยายตัว โดยเฉพาะสินเชื่อที่ให้สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์) จากบัตรเครดิตยังขยายตัวในอัตราที่สูง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2548 พบว่า ตัวเลขสินเชื่อส่วนบุคคลส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่ครัวเรือนที่มีรายได้อยู่ในระดับต่ำกว่า 15,000 บาท และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งหากพิจารณาสินเชื่อเฉลี่ยต่อหนึ่งบัญชีจะพบว่า กลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท จะมียอดค้างสินเชื่อประมาณ 2 เท่าของรายได้ต่อเดือน ขณะที่กลุ่มมีรายได้สูงขึ้นจะมียอดคงค้างสินเชื่อต่อบัญชีใกล้เคียงกับรายได้ต่อเดือน
ผู้สื่อข่าวได้รายงานจากคณะกรรมการค่าจ้างกลางว่า การพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้นจะรู้ผลในเดือนมิถุนายน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูลด้านต่างๆในขณะที่ นาย วสุ แดงสูงเนิน เลขาธิการพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย (พสป) ได้แสดงความคิดเห็นว่า บรรยากาศการเมืองที่ไร้ทิศทาง อ่อนแอ ส่งผลต่อเศรษฐกิจ ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ สินค้าอุปโภค บริโภค พากันขึ้นราคามากแล้วทำให้ค่าจ้างที่แท้จริงตกต่ำลง รายรับไม่พอรายจ่าย ผู้ใช้แรงงานมีหนี้สินมาก คุณภาพชีวิตครอบครัวตกต่ำ คณะกรรมการค่าจ้างกลางควรมีการพิจารณาปรับค่าจ้างให้สูงขึ้นกว่านี้อีกอย่างน้อยที่สุดวันละ 233 บาท ตามที่พันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย เคยเสนอเป็นข้อเรียกร้องไปแล้ว ไม่ควรเตะถ่วงหน่วงเหนี่ยวการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยากให้ ตัวแทนลูกจ้างทั้ง 5 คนที่อยู่ในคณะกรรมการค่าจ้างกลาง ออกมาเสนอความคิดเห็น รายงานผลความคืบหน้าการพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้น เพื่อขบวนการแรงงานจะได้ร่วมกัน ผลักดันให้มีการปรับค่าจ้างที่สูงขึ้นต่อไป
“ การพิจารณาเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำในคณะกรรมการค่าจ้างกลาง ยังมีข้อจำกัด เพราะ ไม่ได้พิจารณา จากความหมายของค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งหมายถึง ค่าจ้างที่คำนวณจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีพของคนงานหนึ่งคนและสมาชิกในครอบครัวอีกสองคน ซึ่งเป็นความหมายสากล แต่คณะกรรมการค่าจ้างกลางนั้นพิจารณาเพียงแค่เป็นคนโสดหนึ่งคน เท่านั้น นอกจากนี้แล้ว ยังไปพิจารณาเรื่องความสามารถในการจ่ายค่าจ้างของฝ่ายนายจ้างอีกด้วย ทำให้ที่ผ่านมา การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนั้นแม้แต่คนโสดหนึ่งคน ยังเป็นอัตราค่าจ้างที่ต่ำกว่ามาตรฐานความเป็นมนุษย์ คณะกรรมการค่าจ้างกลางควรพิจารณาจากความจำเป็นในการดำรงชีพให้ผู้ใช้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี มากกว่าไปพิจารณาประเด็นอื่น ๆ ” นายวสุ กล่าวในที่สุด |