ใกล้จุดอันตราย ‘ หนี้ครัวเรือน ’ |
|
โพสต์ทูเดย์ 10.8.06— แบงก์ชาติ ห่วงหนี้ครัวเรือนที่ พุ่งสูงขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นห่วงหนี้สาธารณะที่รัฐบาลโชว์ว่าลดลง นาง ธาริษา วัฒนเกส รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.) หรือแบงก์ชาติ เปิดเผยว่า ภาวะหนี้ที่แบงก์ชาติติดตามและเป็นห่วงมาตลอด คือ ภาวะหนี้ภาคครัวเรือน ซึ่งขณะนี้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี) แล้ว กำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า ในระยะต่อไปจะเติบโตไปมากแค่ไหน เป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจภาครวมหรือไม่ “ สิ่งที่อยากยืนยันก็คือ แบงก์ชาติเป็น ห่วงภาวะหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ห่วงหนี้สาธารณะอย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พูด เพราะหนี้สาธารณะของไทยตอนนี้ลดลงแล้ว ” นางธาริษา กล่าว ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินตัวเลข หนี้ภาคครัวเรือนออกมาว่า ขนาดหนี้ของ ครัวเรือนมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยในปี 2547 จำนวนหนี้ครัวเรือนไทยมีขนาด 103,940-131,706 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็น 7.1-8.2 เท่าของรายได้ต่อเดือนของครัวเรือน มีขนาดหนี้สินทั้งหมดประมาณ 2,485,706 ล้านบาท หรือคิดเป็น 37.8% ของจีดีพี ซึ่งสูงขึ้นมากหากนำไปเทียบกับปี 2537 ที่จำนวนหนี้ครัวเรือนมีขนาด 31,387 บาทต่อครัวเรือน คิดเป็น 3.8 เท่า ของรายได้ต่อเดือนของครัวเรือน โดยมีขนาดหนี้สินรวมทั้งหมดประมาณ 495,914.6 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.7% ของจีดีพี ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หนี้สาธารณะของประเทศนั้น แม้จะมีการเพิ่มขึ้นบ้าง แต่เมื่อนำหนี้มาคำนวณกับตัวเลขอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีในขณะนี้เพียง 41.4% ในขณะที่เมื่อตอนที่เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ ช่วงนั้น หนี้ต่อจีดีพีอยู่ที่ 57% นาย สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย ( ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า รัฐบาลควรต้องออกมา รณรงค์เรื่องการประหยัดมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และไม่ควรพยายามที่จะออกมาตรการบิดเบือนกลไกราคาตลาด เช่น การชูนโยบายเรื่องการลดราคาพลังงาน เพื่อใช้เป็นนโยบายในช่วงที่กำลังหาเสียงอยู่ในขณะนี้ เพราะจะส่งผลเสียยิ่งทำให้ประชาชนใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมากขึ้น แทนที่จะรู้จักการประหยัดอดออม หรือเอาเงินที่ออมได้มาทยอยจ่ายหนี้สินที่ติดค้างอยู่แทน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เรื่องหนี้สินภาคครัวเรือนในช่วงที่เหลือก่อนสิ้นปีนี้ คงจะไม่รุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะดอกเบี้ยเงินกู้ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลให้ คนเริ่มชะลอการก่อหนี้ ประกอบกับแนวโน้มดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือก่อนสิ้นปีนี้ ยังน่าจะอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนลดความอยากเป็นหนี้ลง ทั้งนี้ หนี้ส่วนใหญ่ของประชาชนเป็น หนี้จากการกู้เงินซื้อบ้านมากที่สุด |