เอสโซ่เจอมรสุมหนัก ขบวนการแรงงานชักธงรบ ขอส่วนแบ่งกำไรให้พนักงาน
 
 

การขึ้นราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนทีผ่านมา ส่งผลกระทบให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยชะงักงัน ตัวเลขขายฝันของรัฐบาลทักษิณที่คาดไว้ประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์จึงลดฮวบลงเหลืออยู่เพียงแค่ 4 เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจและสถานประกอบการขนาดกลางและเล็กจึงทยอยล้มกิจการกันเป็นทิวแถว กระทรวง พาณิชย์ ระบุว่าในปีนี้ยอดบริษัทจดทะเบียนเจ๊งมากกว่า 1.3 พันราย เพิ่มขึ้น 13.8% ในขณะที่การจ้างงานนั้นเริ่มถดถอยตกต่ำลง แต่ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำแบบนี้นั้นกลับทำให้บริษัทผู้ค้าน้ำมันชักแถวกวาดกำไรเป็นกอบเป็นกำ ค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันเริ่มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ทำให้ผลประกอบการของโรงกลั่นดีขึ้นเป็นลำดับ

จริงอยู่ในช่วงปี 2539-2543 โรงกลั่นเกือบทุกแห่งประกาศตัวเลขขาดทุนสะสมเรียกร้องให้รัฐบาลหาเงินมาอุดหนุนในรูปแบบต่างๆ แต่ถ้าหากวิเคราะห์ลงลึกไปแล้วมีภาวะบางอย่างที่ซ่อนเร้นในตัวเลขขาดทุนอย่างเช่น ณ ปี 2543 การขาดทุนสะสมของแต่ละบริษัทอยู่ในระดับที่สูงถึง 30,000-40,000 ล้านบาท และเมื่อไปดูงบดุลพบว่า ทุกโรงกลั่นยังมีภาระหนี้สินหรือเงินกู้ที่นำมาใช้ลงทุนขยาย / หรือสร้างโรงกลั่นใหม่ ในระดับ 30,000-59,000 ล้านบาท หมายความว่า การขาดทุนก็คือการขยายทุนนั่นเอง เพราะตัวเลขกำไรถูกแปรรูปไปเป็นทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้ว ตัวเลขปรากฎทางบัญชีจึงเป็นขาดทุน สำหรับโรงกลั่นที่มีเจ้าของต่างชาติชื่อดังที่มีการทำธุรกิจระบบเครือข่ายระหว่างประเทศ ย่อมมีความสามารถในการโยกย้ายถ่ายเทผลกำไรกันได้ไม่ยากนัก ด้วยวิธีการสั่งซื้อวัตถุดิบอุปกรณ์ราคาแพงจากบริษัทในเครือ หรือการกู้หนี้จากบริษัทแม่ในอัตราดอกเบี้ยที่แพง เท่านี้ก็ทำให้ตัวเลขทางบัญชีนั้นขาดทุนอย่างแน่นอน

น่าสังเกตุอีกประการหนึ่ง ท่ามกลางภาวะการขาดทุนสะสม แต่บรรดาโรงกลั่นน้ำมัน นั้นยังคงเดินหน้าทำการผลิตและขยายการผลิตสวนกระแสตัวเลขการขาดทุน ที่ประกาศกันอย่างครึกโครมทีเดียว ตัวเลขขาดทุนกับความเป็นจริงจึงเป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์กันให้ลึกซึ้ง นอกจากนี้ตัวเลขขาดทุนยังส่งผลดีต่อโรงกลั่นน้ำมันอีกประการหนึ่งคือ บรรดาเหล่าพนักงานต่างๆ ยอมที่จะลดทอนสวัสดิการของตนเองให้ต่ำลง เพราะเห็นอกเห็นใจเจ้าของโรงกลั่น

แต่อย่างไรก็ตามในช่วงของน้ำมันขึ้นราคาในระหว่างสามปีที่ผ่านมานั้นบรรดาโรงกลั่นน้ำมันทุกแห่ง สามารถกวาดกำไรเข้ากระเป๋ากันด้วยตัวเลขหลักหมื่นล้านบาทนับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ท่ามกลางภาวะกดดันของการครองชีพของเหล่าบรรดาชนชั้นกรรมาชีพที่หาเช้ากินค่ำแต่รายได้คงที่และตกต่ำลง กลายเป็นคนจนรุ่นใหม่ที่ยากจนข้นแค้นกันถ้วนหน้า ตัวอย่างเช่น ณ ปี 2547 โรงกลั่นไทยออยล์ เริ่มมีกำไรสะสมในระดับ 7,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรจริงจากการค้าขายประมาณ 3,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นกำไรจากการซื้อลดหนี้ หลายแห่งประกาศตัวเลขกำไรกันงดงามท่ามกลางเสียงก่นด่าของประชาชนที่เดือดร้อนจากการขึ้นราคาน้ำมัน แต่บริษัทต่างชาติผู้ผลิตน้ำมันบางแห่งกลับซุ่มเงียบ รอดพ้นเสียงด่าไปได้

นายอิสระ มุสิกอง ประธานสหภาพแรงงานเอสโซ่ ได้ออกมาแฉตัวเลขกำไรให้สาธารณชนรับรู้ระหว่างปี 2546-2547บริษัทเอสโซ่ฟันกำไรงามถึง 4200 ล้านบาท จากการจำหน่ายน้ำมันทั้งที่เป็นการส่งออกและที่จำหน่ายในประเทศไทย แต่ตัวเลขกำไรเหล่านี้กลับไม่มีการแบ่งสันปันส่วนให้กับพนักงานที่ทำงานอยู่ในโรงกลั่น ศรีราชากันอย่างยุติธรรม

พนักงานที่โรงกลั่นน้ำมันของเอสโซ่ ในจังหวัดชลบุรี นั้นต้องทำงานกันอย่างหนักในแต่ละหน่วยการผลิตใช้พนักงานกันแค่ 4-5 คนเมื่อเทียบกับที่อื่น เพราะแต่ละหน่วยการผลิตของที่อื่นใช้พนักงานกันราว 10-15 คน แต่การขึ้นค่าจ้างเงินเดือนนั้นกลับเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า ด้วยเพราะเหตุที่บริษัทนั้นแบ่งระดับช่วงชั้นพนักงานให้เกิดความแตกต่างกันมาก ตัวอย่างเช่นพนักงานทีได้ขึ้นเงินเดือน 6 เปอร์เซ็นต์นั้นมีอยู่ไม่มากนัก เพราะถูกควบคุมไว้ด้วยหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดมาก ในขณะที่ระดับผู้บริหารจำนวนนั้น ได้รับอัตราค่าจ้างเงินเดือนสูงลิบลิ่วเมื่อเทียบกับพนักงานทั่วไป หมายความว่า พนักงานเอสโซ่ต้องทำงานกันอย่างหนักแต่ผลตอบแทนนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับโรงกลั่นอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ สหภาพแรงงานจึงพยายามจะเรียกร้องให้เพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการให้ดีขึ้น เช่นขอให้มีค่าครองชีพให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อในอัตรา 5 เปอร์เซ็นต์หรือเพิ่มเงินเดือนให้อีก 5 เปอร์เซ็นต์ในแต่ละปี แต่การเจรจาต่อรองนั้นล้มเหลวด้วยเพราะเหตุที่บริษัทเอสโซ่นั้นปฏิเสธจะตอบสนองข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน

บรรยากาศภายในโรงกลั่นเอสโซ่ที่ศรีราชา ชลบุรีจึงตึงเครียด อย่างเห็นได้ชัดและปรากฎอาการที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง พนักงานคนหนึ่งในเอสโซ่กล่าวว่า ถ้าหากกฎหมายแรงงานนั้นเป็นประชาธิปไตย ยอมให้กิจการน้ำมันนัดหยุดงานได้ คิดว่า พนักงานจะทำการนัดหยุดงานย่างแน่นอน แต่เมื่อกฎหมายแรงงานห้ามการนัดหยุดงาน จึงต้องยอมให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ความหวังของพนักงานเอสโซ่จึงขึ้นอยู่กับคณะกรรมการแรงงานสัพมันธ์จำนวน 15 คนในขณะนี้ ว่าจะชี้ให้ข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานกันออกมาเป็นอย่างไร

ผลการชี้ขาดข้อพาทแรงงานของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ในช่วงเวลาวันสองวันนี้ จะเป็นตัวกำหนดสถานการณ์ภายในบริษัทเอสโซ่ ทั้งที่สำนักงานใหญ่และที่โรงกลั่นในขณะนี้ แต่หลังจากนี้บริษัทเอสโซ่ คงต้องเจอศึกหนักพอสมควรในสถานการณ์ฟันกำไรจากการผลิตน้ำมันที่ศรีราชา เพราะว่าขบวนการแรงงานอย่างเช่น พันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตยได้ออกโรงมาเคลื่อนไหวสนับสนุนข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานแล้ว ติดตามกันมาเป็นทิวแถวด้วยขบวนการกดดันจากสหพันธ์แรงงานนานาชาติกิจการเคมีภัณฑ์ เหมืองแร่ พลังงาน ( ICEM) ที่มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 20 ล้านคน การเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานเหล่านี้เชื่อว่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของเอสโซ่อย่างแน่นอน

สมยศ พฤกษาเกษมสุข   2.11.05

 
แสดงความคิดเห็นข่าวนี้อย่างเสรีได้ที่  http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=clist&id=28