น้ำมันฉุดดัชนีภาคผลิตโตแค่ 8% นายสันติ วิลาสศักดานนท์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาพบว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีความเชื่อมั่นต่อภาวการณ์อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 82.1 จาก 81.2 ในเดือนกรกฎาคมสาเหตุที่ดัชนีความปรับตัวดีขึ้น เพราะค่าดัชนีหลัก 4 ปัจจัยปรับตัวเพิ่มขึ้น คือ ค่าดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมของยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณการผลิตสินค้า และผลประกอบการ แต่ยังอยู่ระดับต่ำกว่า 100 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ทั้งนี้ การสำรวจครั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่าง 472 ตัวอย่าง ครอบคลุมทั้ง 33 กลุ่มอุตสาหกรรม โดยค่าดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมของยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณการผลิตสินค้า และผลประกอบการเพิ่มจาก 95.2 , 93.9 , 9.2 และ 89.5 ในเดือนกรกฎาคมมาอยู่ที่ 104.1 , 100.9 , 105.9 และ 89.7 ในเดือนสิงหาคมตามลำดับ ขณะที่ค่าดัชนีโดยรวมของต้นทุนประกอบการได้ปรับตัวลดลงจาก 47.8 ในเดือนกรกฎาคมเป็น 46.9 ในเดือนสิงหาคม ส่วนดัชนีโดยรวมของการจ้างงาน การใช้กำลังการผลิต สินเชื่อในการประกอบการ และสภาพคล่องของกิจการ เพิ่มขึ้นจาก 101.7 , 114.9 , 103.3 และ 84.4 ในเดือนกรกฎาคมเป็น 109.5 , 118.3 , 106.5 และ 87.3 ในเดือนสิงหาคมตามลำดับ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อความสามารถในการแข่งขัน สภาวะเศรษฐกิจของประเทศ สภาวะในกลุ่มอุตสาหกรรม และสภาวะของการประกอบการของกิจการ เพิ่มขึ้นจาก 93.5 , 86.1 , 97.6 และ 92.6 ในเดือนกรกฎาคมเป็น 96.0 , 113.3 , 105.9 และ 99.4 ในเดือนสิงหาคมตามลำดับ สำหรับค่าดัชนีที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ดัชนีโดยรวมของยอดขายในต่างประเทศ สินค้าคงเหลือ และการลงทุนของกิจการ ลดลงจาก 110.3 , 109.3 และ 110.7 ในเดือนกรกฎาคมเป็น 104.4 , 108.6 และ 108.4 ในเดือนสิงหาคมตามลำดับ ผู้ประกอบการเชื่อมั่นภาวะประกอบกิจการ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตามขนาดของกิจการพบว่า ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมยังคงเชื่อมั่นต่อสภาวะการประกอบกิจการในระดับที่ต่ำกว่า 100 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 นับจากเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่มีจำนวนแรงงานเกิน 200 คน มีความเชื่อมั่นลดลงจาก 78.3 ในเดือนกรกฎาคมมาอยู่ที่ 75.6 ในเดือนสิงหาคม เพราะราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาสินค้าไม่สามารถขึ้นราคา เพราะกระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาขายปลีกสินค้าไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค " สาเหตุที่ทำให้ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น เพราะผู้ประกอบการยังเชื่อมั่นต่อบรรยากาศในการดำเนินกิจการในด้านต่างๆ อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเดือนกรกฎาคมประกอบกับยอดคำสั่งซื้อในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น ตามปัจจัยบวกจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวในระดับต่ำ" นายสันติระบุ ชี้ 3 ปัจจัยส่งผลกระทบกิจการ นอกจากนี้ จากการสำรวจผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่าปัจจัยหลักที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการในช่วง 3 เดือนข้างหน้าแย่ลง ได้แก่ ราคาเชื้อเพลิง อัตราดอกเบี้ย และผลกระทบเศรษฐกิจโลก โดยในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปัจจุบันจะทำให้การดำเนินกิจการดีขึ้น 11.1% ไม่มีผลกระทบ 34.4% และแย่ลง 54.5% ทั้งนี้ การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ดีขึ้น 32.3% แย่ลง 33.3% และไม่มีผลกระทบ 21.3% ราคาเชื้อเพลิง ดีขึ้น 4.2% แย่ลง 86.3% ไม่มีผลกระทบ 9.5% บริการสาธารณูปโภค ดีขึ้น 9.3% แย่ลง 85.9% ไม่มีผลกระทบ 4.9% และผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกดีขึ้น 4.9% แย่ลง 74.7% และไม่มีผลกระทบ 20.4% เป็นต้น ดัชนีเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคกลาง-อีสานดีขึ้น ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมรายภาค พบว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในภาคกลาง และภาคอีสานมีความเชื่อมั่นดีขึ้นจาก 80.4 และ 69.6 ในเดือนกรกฎาคมมาอยู่ที่ 86.2 และ 74.3 ในเดือนสิงหาคมตามลำดับ ขณะที่ผู้ประกอบการในภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงจาก 80.8 ,101.7 และ 82.4 ในเดือนกรกฎาคมมาอยู่ที่ 74.7 , 91.5 และ 76.3 ในเดือนสิงหาคมตามลำดับ สาเหตุที่ดัชนีความเชื่อมั่นลดลง เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมในภาคเหนือ ปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออก และปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คาดสิ้นปีภาคอุตฯขยายตัว 8% นายสันติ ยังมองว่า ภาวะเศรษฐกิจช่วงที่ผ่านมาและแนวโน้มใน 3 ปีข้างหน้า ทำให้คาดว่าในปีนี้อัตราการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมจะลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ขยายตัว 10-11% โดยคาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 8-10% และการใช้กำลังการผลิตจะอยู่ที่ 70-71% จากปีก่อนอยู่ที่ 72% ขณะที่สินค้าอุปโภคคาดว่าจะขยายตัว 6% ลดลงจากปีก่อนที่ขยายตัว 7-8% เพราะผู้บริโภคกังวลราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยเปลี่ยนไป ซึ่งขณะนี้ ธุรกิจร้านอาหารก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะสภาพโดยรวมจะซบเซากว่าช่วงที่ผ่านมา สินค้าฟุ่มเฟือยยอดขายก็ขยายตัวลดลงเช่นกัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในขณะที่สินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีการแข่งขันสูงแม้ต้นทุนจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่มีการปรับราคาขายสินค้า สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการนั้น พบว่าส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลดูแลราคาน้ำมันและค่าบริการสาธารณูปโภคให้มีเสถียรภาพควบคู่กับส่งเสริมใช้พลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล และแก๊สโซฮอล์ เพื่อลดนำเข้าพลังงาน พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาภาวะขาดแคลนน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และปัญหาความล่าช้าในการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว รวมถึงปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุน ด้านนายประพัฒน์ โพธิวรคุณ มองว่า ในช่วง 3 เดือนหลังของปีนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นในภาคอุตสาหกรรมน่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วง 3 เดือนที่เหลือก็จะกลับมาเป็นบวกได้ หรือขาดดุลก็เพียงเล็กน้อย และเชื่อว่าในไตรมาส 1-2 ของปี 2549 การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมจะดีขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ว่าการแต่ละมลฑณของจีนจะมาประชุมร่วมกับรัฐบาลและภาคเอกชนไทยในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ |