รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานลงดาบนายจ้างคอทโก้
ด้วย มาตรา 35 แต่ใช้คำสั่งแบบคลุมเครือ

 

สำนักข่าวสยามออนไลน์ 4.10.05์

หลังจากกรณีพิพาทแรงงานบริษัทคอทโก้ยืดเยื้อมาเป็นเวลากว่าสามเดือนแล้ว ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรทรวงแรงงาน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้มีคำสั่งกระทรวงแรงงานที่ 141/2548 ใช้อำนาจตามพรบ.แรงงานสัมพันธ์ 2518 ให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน บริษัทคอทโก้เมททอลเวอร์คส จำกัด ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2548 เป็นต้นไป

ทั้งนี้คำสั่งกระทรวงแรงงานระบุว่า บริษัทคอทโก้เมททอลเวอร์คส มีเจตนาที่จะกดดันที่จะให้ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องไม่ได้รับค่าจ้างและสวัสดิการใดๆที่เคยได้รับโดยอาศัยเหตุจากการปิดงาน ต่อมาสหภาพแรงงานได้ร่วมกันชุมนุมบริเวณหน้ากระทรวงแรงงาน ทำให้กีดขวางเส้นทางการจราจรแก่ประชาชนที่จำเป็นต้องใช้เส้นทางในบริเวณสถานที่ดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีแนวดน้มที่จะเดินทางไปชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบบาลและสถานที่ราชการอีกหลายแห่ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองอันอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ และบรรยากาศการลงทุนั้น หากปล่อยให้การปิดงานยืดเยื้อต่อไป

อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศหรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน อาศัยอำนาจตามมาตรา 35 พรบ.แรงงานสัมพันธ์(4) แห่งพรบ.แรงงานสัมพันธ์ 2518 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจึงมีคำสั่งให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ดำเนินการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานบริษัทคอทโก้เมททอลเวร์คส จำกัด

รายงานข่าวที่หน้าบริษัทคอทโก้ในวันที่ 3 ตค.นี้นั้นปรากฎว่า พนักงานที่ถูกปิดงานนั้นได้เดินทางมารายตัวเพื่อเข้าทำงานตามปกติ แต่บริษัทไม่ยอมให้พนักงานเหล่านี้เข้าทำงาน ดังนั้นทางฝ่ายสหภาพแรงงานจึงได้เข้าชื่อกันเพื่อบันทึกการมารายงานตัวและจะได้ร้องเรียนต่อ เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานต่อไป

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านกฎหมายแรงงาน ได้ให้ความเห็นว่าการใช้มาตรา 35 ดังกล่าว โดยไม่สั่งให้นายจ้างยุติการปิดงาน เพื่อรับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาทันทีว่า ข้อพิพาทแรงงานสิ้นสุดลงแล้วหรือยัง ในกรณีนี้ จึงกลายเป็นช่องว่างขึ้นมาทันที อีกทั้งคำสั่งชี้ขาดไม่กำหนดระยะเวลาชี้ขาดไว้ จึงกลายเป็นช่องว่างอีกเช่นกัน ดังนั้นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานควรมีคำสั่งให้ชัดเจนรอบด้านกว่านี้ ไม่ใช่ใช้อำนาจโดยครุมเครือและเป็นไปแบบครึ่งๆกลางๆ โดยที่ไม่ก่อประโยชน์เชิงสร้างสรรค์ รัฐมนตรีควรหาบุคคลที่มีความรู้รอบด้านและจริงใจต่อการแก้ไขปัญหามากกว่าเอานักกฎหมายที่ใช้กันแบบคลุมเครือ ทิ้งปมเงื่อนไว้เป็นปริศนา เพราะลูกจ้างยังคงต้องชุมนุมกันต่อไป จนกว่าจะมีการชี้ขาดโดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ และยังก่อให้เกิดประเด็นใหม่อีกว่า หากนายจ้างไม่รับกลับเข้าทำงานในระหว่างที่มีการชี้ขาดนั้นจะถือเป็นการปิดงานโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

 
 
 
พนักงานคอทโก้เมททอลเวอร์คส
โกนหัวประท้วงกระทรวงแรงงาน
 
 
 สำนักข่าวสยามออนไลน์ 30.9.05              

ขบวนการแรงงานเรียกร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ใช้มาตรา 35 แห่งพรบ.แรงงานสัมพันธ์ 2518 ยุติข้อพิพาทแรงงาน หลังจากที่นายจ้างบิดพริ้วข้อตกลงในการเปิดงานให้พนักงานคอทโก้กลับเข้าทำงานเมื่อวันที่ 9กันยายน 2548 ที่ผ่านมา โดยนายอุดมศักดิ์ ศุภนิมิตร ตัวแทนกลุ่มสหภาพแรงงานย่านพระประแดง สุขสวัสดิ์ ได้ยื่นหนังสือต่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เพื่อให้ใช้มาตรา 35 พรบ.แรงงานสัมพันธ์ 2518 ในการยุติข้อพิพาทแรงงาน แต่นายสมศักดิ์ เทพสุทินได้ตอบข้อเรียกร้องดังกล่าว ว่า กรณีพิพาทแรงงานคอทโก ยังไม่สามารถเข้าข่ายจะใช้มาตรา 35 ได้ และจะลงไปแก้ไขปัญหานี้ด้วยตนเอง

สำหรับมาตรา 35 ตาม พรบ.แรงงานสัมพันธ์ 2518 นั้นระบุไว้ว่า ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นว่าการปิดงานหรือลูกจ้างนัดหยุดงานนั้นอาจทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนหรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศหรืออาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างตามอัตราที่เคยจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้น

พนักงานคอทโก้ ซึ่งปักหลักอยู่ที่หน้ากระทรวงแรงงาน เมื่อไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการหาทางยุติข้อพิพาทแรงงาน พนักงานคอทโก้สองคนคือนาย   ปิยะฉัตร  เมษประสาทและ  จำเรียง พืชเพ็ึง ได้ประท้วงด้วยการโกนหัว ที่หน้ากระทรวงแรงงานเวลา 17.30 น.

สำหรับการเคลื่อนไหวในวันที่ 29 กันยายน 2548 นั้น พนักงานคอทโก้ ซึ่งปักหลักอยู่หน้ากระทรวงแรงงานได้พากันมาปิดกั้นที่ประตูทางเข้าออกทั้งสองด้าน ทำให้ผู้ที่มาติดต่อกระทรวงแรงงานได้รับความลำบากในการเข้าออก และ นายอิทธิพล แผ่นเงิน ได้มาแจ้งต่อพนักงานคอทโก้ว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการทำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อรัฐมนตรีนายสมศักดิ์ เทพสุทินเพื่อให้ใช้มาตรา 35 ต่อไป พนักงานจึงได้จึงได้สลายตัวและเดินทางต่อไปที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยื่นหนังสือให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตรวจสอบกรณีที่บริษัท คอทโก้เมททอลเวอร์คส ใช้แรงงานพม่า และนำคนงานใหม่เข้ามาทำงานแทนที่คนงานที่ถูกปิดงานนั้นเป็นการกระทำที่เป็นการขัดต่อสิทธิการเจราต่อรองหรือไม่

                             
 
สำนักข่าวสยามออนไลน์ 30.9.05
 

พนักงานคอทโก้เมททอลเวอร์คส ฮึดสู้
เตรียมยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นสมรภูมิต่อสู้ หลังถูกนายจ้างปิดงานต่อเนื่อง

 
 
 

พนักงานบริษัทคอทโก้เมททอลเวอร์คส ประกาศกร้าว ต่อสู้ยืดเยื้อ หลังจากสุดจะระทมทุกข์อย่างหนักเนื่องจาก ข้อพิพาทแรงงานที่ยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน วิ่งขอความช่วยเหลือจากขบวนการแรงงาน ล่าสุดคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงาน พร้อมจะสนับสนุนการต่อสู้ของคนงานให้ได้รับกลับเข้าทำงาน แล้ว

บริษัทคอทโก้เมททอลเวอร์คส์ ตั้งอยู่ที่เลขที่ 59/7 หมู่ 5 ถนนประชาอุทิศ เขตทุ่งครุ กรุงเทพ ผู้ผลิตเหล็กแป๊บประเภทต่างๆ ท่อเหล็กดำ ท่อเหล็กเฟอร์นิเจอร์ ท่อเหล็กโครงสร้าง เหล็กรูปตัวซี มีนายชำนาญ เพียรอภิธรรม ประธานบริษัท ซึ่งมีบริษัทมีเครือข่ายกว่า 3 บริษัทด้วยกัน ต้องเผชิญกับปัญหาข้อพิพาทแรงงานที่ยืดเยื้อมากว่าสามเดือน เพราะสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาซีซีเอ็มสัมพันธ์ ยื่นข้อเรียกร้องเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2548 ขอให้บริษัทปรับปรุงสภาพการทำงานให้ดีขึ้น เช่นปรับปรุงสภาพการทำงานให้มีความปลอดภัย เพิ่มเงินเบี้ยขยันและการครองชีพ เงินช่วยเหลือจัดงานศพลูกจ้างและครอบครัว เป็นต้น แต่ทางบริษัทกลับตอบโต้ด้วยการยื่นข้อเรียกร้องสวนต่อสหภาพแรงงานและพนักงานด้วยการขอสิทธิจะเปลี่ยนแปลงสถานภาพของคนงานจากการเป็นพนักงานประจำเป็นพนักงานที่มีสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอนหรือก็คือ เป็นการจ้างงานแบบชั่วคราว เป็นเหตุให้ข้อพิพาทแรงงานยืดเยื้อ บริษัทได้ใช้สิทธิปิดงานตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2548 เป็นต้นมา

พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยหาเพื่อยุติข้อพิพาทแรงงานหลายครั้ง จนกระทั่งฝ่ายพนักงานเป็นฝ่ายจะยินยอมรับเงื่อนไขของฝ่ายนายจ้างแม้ว่าจะตกอยู่ในสภาพที่เสียเปรียบทุกประการแต่ฝ่ายนายจ้างยังคงยืนกรานแข็งกร้าวไม่ยอมยุติข้อพิพาทแรงงานแม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะเข้ามารับปากว่าจะดำเนินการให้บริษัทเปิดงานและหาทางเจรจากันต่อไป โดยมีบันทึกลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 7กันยายน 2548 ว่า ทางบริษัทจะต้องเปิดงานรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามปกติในวันที่ 9 กันยายน 2548 แต่พอมาถึงวันที่ 9กันยายน 2548 นั้นปรากฎว่าทางบริษัทกลับบิดพริ้วข้อตกลงดังกล่าว ด้วยการใช้สิทธิปิดงานต่อไปอย่างไม่มีกำหนด

นายธงชัย วิทยาวงศรุจิ ประธาน สหภาพแรงงานซีซซีเอ็มสัมพันธ์ จึงได้ประกาศที่จะต่อสู้ต่อไป ทั้งนี้ในวันที่ 14 ตุลาคม 2548 จะได้เข้าร่วมการชุมนุมกับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานที่ทำเนียบรัฐบาล และอาจจะอยู่ปักหลักชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยได้ขอความช่วยเหลือไปยังองค์กรแรงงานต่างๆ ล่าสุดคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานซึ่งมี นางสาววิไลวรรณ แซ่เตียเป็นประธาน ได้มีมติจะสนับสนุนการต่อสู้ของคนงานคอตโก้ ด้วยการเข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานในวันที่ 28 กันยายน 2548 นี้ และจะยื่นหนังสือขอให้รัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 35 แห่งพรบ.แรงงานสัมพันธ์ 2518 ให้ยุติข้อพิพาทแรงงานและให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานต่อไป

 
ข่าวพิมพ์ไทย-ซิงหัว 27.9.05