มองเศรษฐกิจปี 2548 สมยศ พฤกษาเกษมสุข
|
ปี 2548 เป็นปีเริ่มต้นช่วงวาระสมัยที่สองของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่สามารถกวาดที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ถึง 377 คน และสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวสำเร็จ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีลักษณะสำคัญเป็นพิเศษ คือ เป็นรัฐบาลตัวแทนกลุ่มทุนผูกขาดทางเศรษฐกิจ ดังเช่นองค์ประกอบของผู้นำทางการเมืองล้วนแล้วแต่มาจากภาคธุรกิจโทรคมนาคม รถยนต์ เกษตรอุตสาหกรรม การค้า กลุ่มทุนเก็งกำไรในตลาดหุ้นฯลฯได้เข้ามาครอบงำอำนาจการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ จนเป็นที่กล่าวขานกันว่า เป็นรัฐบาลตัวแทนผลประโยชน์กลุ่มทุนผูกขาด ทำให้ทิศทางการพัฒนาประเทศไทยมุ่งสู่การพัฒนาไปสู่การเป็นประเทศทุนนิยมสมัยใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทุนนิยมครอบโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ ด้วยการเร่งพัฒนาพลังการผลิต หรือผลิตภาพ เร่งส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน การค้าระหว่างประเทศ เร่งเจรจาและเปิดเขตการค้าเสรีอย่างกว้างขวาง ชักชวนบรรษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนในด้านต่างๆ เร่งจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ เขตส่งเสริมการส่งออก แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ โดยที่รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จในผลักดันทิศทางเศรษฐกิจในแนวทางดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การพัฒนาดังกล่าว เป็นไปในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้กับการแสวงหากำไรสูงสุดให้กับบรรษัทข้ามชาติและกลุ่มทุนนิยมผูกขาด ด้วยการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ มุ่งที่จะทำลายเกษตรกรรายย่อย ให้กลายเป็นแรงงานรับจ้างราคาถูก กระทั่งกลายเป็นแรงงานทาสในที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นที่คาดหมายกันอีกว่า ในกระบวนการพัฒนาดังกล่าวนั้นจะนำมาซึ่งการคอรัปชั่นในรูปแบบต่างๆอย่างมโหฬาร จากตัวอย่างเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในกลุ่มพวกพ้องและเครือญาติที่สัมพันธ์แนบแน่นอยู่กับรัฐบาลชุดนี้ แนวทางด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลยังคงมุ่งเน้น การกระตุ้นให้เกิดการบริโภคขนานใหญ่ในทุกระดับ โดยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทั้งในรูปแบบการปล่อยเงินกู้ยืมตามโครงการด้านต่างๆ การปล่อยเงินสินเชื่อให้กับทุกระดับ และการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน โดยเชื่อว่าหากมีการบริโภคกันอย่างเต็มที่แล้วจะเป็นการกระตุ้นให้การเกิดวงจรทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆเช่นการผลิต การขนส่ง การจำหน่ายจ่ายแจก แต่อย่างไรตามปรากฏว่า นโยบายเช่นว่านี้ได้สร้างวิกฤติการณ์ทางด้านหนี้สินในระดับครัวเรือน และการสร้างอุปนิสัยของการใช้จ่ายที่เป็นการฟุ่มเฟือย เกินกำลังความสามารถทางการเงินของประชาชน จนเป็นที่หวั่นวิตกกันว่า จะนำมาสู่วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจรอบใหม่ ในเวลาอันไม่ไกลเกินไปนัก
การเติบโตทางเศรษฐกิจ ฝันกลางวันของรัฐบาลทักษิณ เมื่อปี 2547 รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ว้าจะสามารถเสกตัวเลขเศรษฐกิจให้ได้อยู่ในระดับ 8 เปอร์เซ็นต์ แต่ปรากฎว่า ตลอดช่วงปี 2548 เศรษฐกิจไทยนั้นเติบโตเพียงอัตราร้อยละ 4 เท่านั้น ทั้งนี้เป็นผลมาจาก การขึ้นราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อที่รุนแรง ความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ การระบาดไข้หวัดนกและภัยธรรมชาติ แสดงว่ารัฐบาลคาดการณ์ผิด โดยคำนึงแต่เพียงตัวเลขของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียว ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยลบจากภายนอกประเทศและวิกฤติการณ์ด้านต่างๆที่กำลังก่อตัวขึ้นมา ไม่เพียงแต่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่บรรลุเป้าหมายเท่านั้น ช่องว่างทางชนชั้น ยังถี่ห่างและมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ในช่วงรัฐบาลทักษิณช่องว่างระหว่างคนจนคนรวยเพิ่มสูงขึ้น13 เท่าซึ่งหมายถึงการกระจายรายได้ที่ตกต่ำ เพราะกลุ่มคนที่ประโยชน์จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็คือกลุ่มทุนผูกขาดและแวดวงเครือญาติ รวมแล้วไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่คือกรรมกร ชาวนา ล้วนแล้วแต่ยากจนกันถ้วนหน้า ทั้งที่เป็นจนติดดิน มีชีวิตที่ต่ำกว่าเส้นความยากจน และที่เป็นความยากจนแบบใหม่คือจนไม่พอใช้ หรือเป็นความจนเพราะรายจ่ายสูงกว่ารายรับที่หาได้ หรือเป็นภาวะของการเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว
หนี้สินครัวเรือน รอวันระเบิด การกระตุ้นการบริโภค การใช้จ่ายเงินภาครัฐอย่างเกินตัวตามนโยบายประชานิยมที่มุ่งแต่เพียงการหาเสียงคะแนนนิยม มากกว่าการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้างคือ เส้นทางสู้หายนะของสังคมข้างหน้า โดยทาง ธปท.ได้แจ้งตัวเลขในปี 2537-2547 หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 37 เป็น ร้อยละ 58 ของรายได้ประชาชาติ ขณะที่ตัวเลขของประชากรในการออมเงินลดลงอย่างน่าใจหาย จาก ร้อยละ 36 เหลือร้อยละ 30 อาจดูไม่มาก แต่หากไปดุตัวเลขการออมในระดับครัวเรือนเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับร้อยละ 14 แต่ปัจจุบันลดลงเหลือแค่ร้อยละ 4 ถือว่าต่ำมาก ส่งผลให้สัดส่วน การออมเงินต่อรายได้ประชาชาติน้อยลงมาก ซึ่งการออมเงินในประเทศที่บอกว่าร้อยละ 30 ของรายได้ประชาชาตินั้น เป็นเงินออมของกำไรสะสมที่เกิดขึ้นในบริษัทมากกว่าที่จะเป็นวงเงินในการเก็บออมภาคครัวเรือน ไม่เพียงแต่หนี้ระดับครัวเรือนจะเพิ่มมากขึ้นและจะมากยิ่งขึ้นอีกในปีต่อไปเท่านั้นหนี้สาธารณะเองก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ รายงานสถานะหนี้สาธารณะล่าสุด ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2548 มีกว่า 3.265 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 45.98 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี)เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 1,814,619 ล้านบาท หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1,022,689 ล้านบาท และหนี้สินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 428,329 ล้านบาท โดยหนี้สาธารณะจำแนกได้เป็นหนี้ต่างประเทศ 593,032 ล้านบาท หรือร้อยละ 18.16 และหนี้ในประเทศ 2,672,605 ล้านบาท หรือร้อยละ 81.84 และเป็นหนี้ระยะยาว 2,611,859 ล้านบาท หรือร้อยละ 79.98 และหนี้ระยะสั้น 653,778 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.02 ของยอดหนี้สาธารณะคงค้าง โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์หรือ เมกะโปรเจค รัฐบาลทักษิณ 2 จะใช้เงิน 1.8 ล้านล้านบาท สำหรับดำเนินการโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ซึ่งหมายถึงการนำเงินออกมากระตุ้นเศรษฐกิจครั้งมโหฬาร และจะเป็นการสร้างหนี้สินสาธารณะขนาดใหญ่ให้กับประเทศไทยโดยที่ยังไม่รู้ว่าในปี 2549 นั้นจะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงด้านไหนบ้าง และการลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลนั้น จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวหรือไม่ และจะกลายเป็นอีกจุดเริ่มต้นของวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจระลอกใหม่หรือไม่ เป็นประเด็นที่มีการโต้แย้งกันมาก แต่รัฐบาลไม่ใส่ใจในข้อติติงเหล่านี้ ในภาวะที่ประเทศไทยยังเปราะบางทางด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคอรัปชั่นโกงกินยังดำรงอยู่ในแวดวงอำนาจการเมืองของรัฐบาลทักษิณอย่างหนาแน่น
ภาวะเงินเฟ้อ รายได้ที่ตกต่ำของประชาชน การปล่อยราคาน้ำมันลอยตัว ทำให้น้ำมันขึ้นราคาสูง พลอยฉุดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้สูงขึ้นไปด้วย ทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในเดือนกันยายน 2548 อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 6 และเพิ่มมากขึ้นอีกในเดือนต่อๆมา ส่งผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งหมายถึงระดับรายได้ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว อำนาจซื้อโดยทั่วไปจึงตกต่ำลง รัฐบาลได้กำหนดมาตรการทางเศรษฐกิจในเดือนสิงหาคม 2548 ด้วยการเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ อี ก 5% ซึ่งต้องใช้เงินงบประมาณจำนวน 8,600 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับอำนาจซื้อและการบริโภคอีกต่อไป แต่ในส่วนของผู้ใช้แรงงานกลับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำจากเดิมวันละ 175 บาทเป็นวันละ 181 บาท หรือเพิ่มขึ้นเพียงวันละ 6 บาทเท่านั้น ในขณะที่ฝ่ายผู้ใช้แรงงานได้เรียกร้องการเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาท ให้เท่ากับฐานเงินเดือนขั้นต่ำของข้าราชการ แต่รัฐบาลเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว ดังนั้นการขจัดความยากจนให้หมดไปจึงเป็นเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อมากกว่าเพราะในความจริงความยากจนกำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้น
การส่งออกต่ำกว่าเป้าหมาย ปัจจัยอันแสดงถึงความเสี่ยงอีกประการหนึ่งก็คือ ตัวเลขการส่งออกในปี 2548 นั้นต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ กระทรวงพาณิชย์ ได้รายงาน ว่า ตัวเลขการส่งออกในปี ปี 2548 จากเดิมที่คาดไว้ว่าสามารถส่งออกเพิ่มขึ้น 20% การส่งออกจริงเหลือ 15.3% ส่วนในปี 2549 คาดว่า จะส่งออกสินค้า 130,794 ล้านเหรียญ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 17.5% ลดลงจาก 20-22% ที่คาดการณ์ไว้ แต่อย่างก็ตามตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงนั้นไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจาก สินค้าส่งออก 10 อันดับสำคัญได้แก่ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ล้วนแล้วแต่ ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ดังนั้นมูลค่าการนำเข้าจึงเกือบเท่ากับกว่าการส่งออก ประเทศไทยจึงได้ประโยชน์น้อยมากกับตัวเลขการส่งออก เพราะไม่ได้ทำให้ดุลการค้าดีขึ้นแต่อย่างไร นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวจาก กระทรวงพาณิชย์แจ้งถึงสถิติการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยในช่วง 8 เดือน(มกราคม-สิงหาคม)ของปี 2548 ว่า ไทยมีการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยทั้งสิ้น 28 ราย การ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 205,074.3 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 13.88% เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการนำเข้าดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 6.47% ของมูลค่าการนำเข้าทั้ง หมด อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า กลุ่มคนร่ำรวยและชนชั้นสูงยังมีการบริโภคฟุ่มเฟือยหรูหราเกินไป และจะเป็นการทำให้ประเทศไทยเสียดุลการค้ามากขึ้น เมื่อประกอบการนำเข้าสินค้าประเภททุนเพิ่มมากขึ้นก็ยิ่งฉุดให้ดุลการค้าติดลบมากยิ่งขึ้น การจ้างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เป็นเพียงการจ้างงานแบบทาสที่ขยายตัวมากยิ่งขึ้น การที่รัฐบาลนำประเทศไทยไปสู่กระบวนการการค้าระหว่างประเทศที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้อิทธิพลจากทุนนิยมครอบโลกหรือนัยหนึ่งการล่าอาณานิคมแผนใหม่ ที่เข้ามาในรูปแบบของการครอบงำทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ทำให้ประเทศไทย สูญเสียเอกราชและความเป็นชนชาติไทยลงอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลทักษิณ จึงมีฐานะเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกให้กับการเข้ามาครอบงำของบรรษัทข้ามชาติที่เข้ามากลืนกินเศรษฐกิจไทยในทุกด้าน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือการขายรัฐวิสาหกิจให้นายทุนเอกชน เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทุนนิยมครอบโลก ที่รัฐบาลทักษิณผลักดันอย่างเต็มที่ โดยปราศจากการคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อประชาชนในระยะยาวเพราะวัตถุประสงค์ของรัฐวิสาหกิจในกิจการพลังงานที่จะให้บริการต่อสาธารณะได้แปรเปลี่ยนไปเป็นวัตถุประสงค์การแสวงหากำไร ในขณะเดียวกันรัฐบาลเอง ยังเปิดโอกาสให้นายทุนเอกชนใช้การจ้างงานยืดหยุ่น หรือการจ้างงานผ่านบริษัทรับเหมาแรงงานที่เรียกกันว่า การจ้างงานแบบเอ้าซอร์ทซิ่ง หรือที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ว่า เป็นการจ้างงานแบบซิกแซกที่เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงาน เพราะแทนที่จะเป็นการจ้างงานตามสัญญาโดยตรงกลับเป็นการจ้างงานผ่านนายหน้าของบริษัทรับเหมาแรงงาน ทำให้คนงานต้องกลายลูกจ้างของบริษัทรับเหมาค่าแรงเหล่านี้ หรือ ต้องยอมให้บริษัทนายหน้าเหมาแรงงานเหล่านี้สามารถกินหัวคิวค่าจ้างแรงงานไปตลอดชีวิตของแรงงานในระบบการจ้างงานแบบนี้ รูปแบบการจ้างดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเป็นการละเมิดสิทิมนุษยชนเท่านั้นแต่ยังก่อให้เกิดภาคธุรกิจสีเทาและก่อให้เกิดกลุ่มอภิสิทธิชนในสังคมที่ทำธุรกิจบนความทุกข์ยากของผู้ใช้แรงงานคนยากจน กล่าวคือการขยายตัวของธุรกิจรับเหมาแรงงาน เนื่องจาก ธุรกิจดังกล่าวขยายตัวอย่างรวดเร็ว และรัฐบาลรู้เห็นเป็นใจให้กับการจ้างงานแบบนี้โดยยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกรรมตามปกติ ทั้งที่เป็นธุรกรรมที่แสวงหากำไรบนความทุกข์ยากของคนจนโดยตรง ในขณะที่กระทรวงแรงงานนั้นเองยังคงปล่อยให้แรงงานในระบบเหมาจ่ายค่าแรงเหล่านี้ถูกกดขี่ขูดรีดราวกับเป็นทาสได้ และไม่ยอมทำการแก้ไขกฎหมายแรงงานให้ยกเลิกระบบการจ้างงานนี้ให้หมดไป ดังนั้นการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในทุกวันนี้จึงเป็นการจ้างงานแบบทาสที่กำลังระบาดไปทั่วทุกสถานประกอบการในขณะนี้ โดยคาดว่า มีผู้ใช้แรงงานในระบบการจ้างงานเหมาแรงงานมีไม่ต่ำกว่า 350,000 คนแล้วและขยายตัวไปทุกสถานประกอบการในปี 2549 นี้
ปัจจัยทั้งหมดดังกล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ประชาชนคนไทยไม่ควรล่องลอยอยู่กับการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล ที่เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงบางประการของระบบเศรษฐกิจไทยเพื่อจะได้เตรียมตัวให้พร้อมกับวิกฤติการณ์ระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในปีนี้ และจะเป็นการตรวจสอบถึงความสามารถและศักยภาพของรัฐบาลทักษิณในปี 2549 และในปีถัดไปว่าจะสามารถนำเศรษฐกิจไทยสู่ความโชตช่วงชัชวาลทัดเทียมประเทศต่างๆได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามในขณะนี้กำลังเติบโตแซงหน้าไประเทศไทยไปแล้ว รวมทั้งเป็นบทพิสูจน์ด้วยว่ารัฐบาลจะสามารถขจัดความยากจนให้หมดไปได้หรือไม่ ตามการป่าวประกาศเพราะดูเหมือนว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่แก้ไม่ตกจะเป็นกลายเป็นระเบิดเวลาสำหรับรัฐบาลทักษิณไปแล้ว www.workers-voice.org สมยศ พฤกษาเกษมสุข ศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน 166/23 ณัฐกานต์ 3 พหลดยธิน 52 คลองถนน สายไหม กทม. 10220 โทร/แฟกซ์ 02-972-7035 01-8229477 Email : clist@loxinfo.co.th
|