วิกฤติประชาธิปไตยในเนปาล

ปิติกานต์ สอนดี

ศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน (ศบร.)

 
 

ประเทศเนปาลหรือที่รู้จักกันดีว่า เป็นดินแดนแห่งมรดกของโลกโดยเฉพาะป่าจิตตวัน หรืออุทยานแห่งชาติแห่งแรกของเนปาลที่องค์การยูเนสโก ได้รวมเข้าเป็นมรดกของโลก เมื่อปี 2527 และเป็นดินแดนที่ มีความสำคัญต่อพุทธศาสนิกชนเนื่องจาก ลุมพินี เป็นสถานที่ประสูติ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสังเวชนียสถาน 1 ใน 4 แห่ง ที่เหล่าพุทธศาสนิกชนต่างเดินทางมาเพื่อสักการะบูชา นอกจากนี้ยังมียอดเขาที่สวยที่สุดและสูงที่สุดในโลก นั่นก็คือเทือกเขาหิมาลัย และยอดเขาเอเวอร์เรส ซึ่งครั้งหนึ่งในชีวิตนักผจญภัยต่างมุ่งหวังที่จะพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกนี้

ประเทศ เนปาล มีจำนวนประชากร 23 ล้านคน ประชากรเนปาลกว่า 90% นับถือศาสนาฮินดู 8% นับถือศาสนาพุทธ และ 2% นับถือศาสนาอื่นๆ อาทิ คริสต์ และ อิสลาม

ประชากรของเนปาลแบ่งออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งกลุ่มที่ได้รับการยกย่อง และมีอำนาจมากที่สุด ได้แก่ วรรณะพรามณ์ กษัตริย์ และแพทย์ กลุ่มที่สำคัญรองลงมา คือ ชาวเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่กระจัดกระจายทั่วไปในประเทศ เนปาล ทั้งนี้การแบ่งกลุ่มดังกล่าวข้างต้นทำให้เกิดบทบาทสำคัญ ที่ส่งผลต่อสังคมและการเมืองของเนปาล อันได้แก่ความแตกต่างทางขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา และวัฒนธรรม ปัจจัยที่ทำให้เกิดการแบ่งแยก ได้แก่ ปัจจัยทางด้านเผ่าพันธุ์ วรรณะ และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์

เนปาล เป็นประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2545 กษัตริย์เนปาลองค์ปัจจุบันได้ทำการยุบสภา ยึดอำนาจการปกครองทั้งหมด และประกาศตั้งรัฐบาลชั่วคราวภายใต้การปกครองของกษัตริย์ขึ้น ทำให้การเลือกตั้งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ พรรคการเมืองเนปาล ทั้ง 5 พรรคจึงได้เสนอชื่อผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทนนายกรัฐมนตรีหุ่นที่กษัตริย์ตั้งขึ้น แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลและกษัตริย์ จนกระทั่งวันที่ 9 เมษายน 2547 ทั้ง 5 พรรคการเมืองได้จัดชุมนุมใหญ่เพื่อเรียกร้องให้กษัตริย์คืนอำนาจให้ประชาชน เป็นผลให้มีประชาชนถูกจับกุมมากถึง 20,000 คน รวมทั้งผู้นำพรรคการเมืองทั้ง 5 พรรค แต่ประชาชนยังออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ทำให้กษัตริย์ได้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมในเวลาต่อมา แต่การต่อต้านยังคงขยายลุกลามไปทั่วประเทศ ไม่มีกลุ่มใดสนับสนุนรัฐบาลที่ตั้งขึ้นจากการยึดอำนาจ แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักวิชาการ สหภาพแรงงาน นักศึกษา ทุกกลุ่มต่างสามัคคีกันเพื่อที่จะล้มรัฐบาลชุดนี้

ต่อมาพรรคการเมืองทั้ง 5 พรรคได้ถูกกษัตริย์แบ่งแยก โดยยื่นข้อเสนอให้เข้าพบเป็นรายพรรค และเสนอผลประโยชน์ให้ในระดับต่าง ๆ จนทำให้พรรคการเมืองทั้ง 5 แตกแยกกันในที่สุด จากการกดดันอย่างหนักหน่วงประชาชน ทำให้กษัตริย์แต่งตั้งนายดีฟบรา จากพรรคคองเกรสใหม่ เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว แต่ต่อมาได้เข้ายึดอำนาจอีกครั้งเมื่อ ปกครองได้เพียง 6 เดือน โดยกษัตริย์ กียาเนนดรา ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 โดยอ้างว่าได้ทำตามรัฐธรรมนูญของประเทศ ที่ให้อำนาจกษัตริย์ล้มรัฐบาลได้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ ด้วยเหตุผลว่ารัฐบาลไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ และไม่สามารถเจรจากับกลุ่มเหมาอิส ( Maoist ) ในการรักษาความสงบเรียบร้อยได้ ซึ่งกลุ่มเหมาอิสนี้เป็นกลุ่มที่ขัดแย้งกับรัฐบาล และเดิมเป็นกลุ่มหัวรุนแรงในพรรคคอมมิวนิสต์ที่ได้แยกตัวออกไป ความขัดแย้งนี้มีสาเหตุมาจากความไม่ยุติธรรมทางสังคม ระบบชนชั้น ความด้อยโอกาส และความยากจน ทำให้เหมาอิสได้รับการยอมรับในหัวเมืองชนบทต่างๆ เนื่องมจากการต่อต้านความอยุติธรรมต่าง ๆ แต่การยึดอำนาจของกษัตริย์เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 ส่งผลให้วิกฤติการณ์ทางการเมืองของเนปาลยิ่งขยายวงกว้างและลึกมากขึ้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ประชาชนเนปาลได้ทนทุกข์กับความขัดแย้งอย่างรุนแรงทั้งการโจมตีประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องของกลุ่มเหมาอิส(Maoist ) และอิทธิพลของระบบศักดินาดั้งเดิม เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นการเพิ่มวิกฤติ ที่จะทำให้เกิดความรุนแรงต่อทั้งสองฝ่ายเพิ่มมากขึ้น

และในทันทีที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศขึ้น ส่งผลให้เกิดการจับกุม คุมขัง นักการเมือง นักศึกษา เยาวชน รวมทั้งการใช้กำลังกดดัน ขบวนการเพื่อสันติภาพทางการเมือง และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งต่างเชื่อว่าการก้าวเข้ามาแก้ปัญหาโดยการเข้ามาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจผ่านกองกำลังทหาร จะผลักดันให้ประเทศเกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจำกัดสิทธิของแรงงาน สหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน

สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสิทธิมนุษยชน สตรี คนงาน และสิทธิของสหภาพแรงงาน คือ จะมีการบีบบังคับและกำหนดโทษเมื่อมีการต่อต้าน หรือการต่อสู้เพื่อสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชน คนงานและสหภาพแรงงาน ซึ่งการประกาศในครั้งนี้ทำให้เห็นว่า

1.         กษัตริย์ซึ่งอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้เริ่มลงมือควบคุมรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย พรรคการเมือง

และองค์การต่าง ๆ การทำกิจกรรมทั้งหมดต้องอยู่ในความควบคุมอย่างใกล้ชิด

2. ถ้อยแถลงของกลุ่มเคลื่อนไหวและคำขวัญที่แสดงความยินดีต่อการกระทำที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรม

นูญ เป็นการส่งเสริมให้เกิดการผลักดันประเทศเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นยุคป่าเถื่อนภายใต้การปกครองของกษัตริย์ที่โหดร้าย

3. บุคคลที่ต่อต้านระบบประชาธิปไตยอันมีพรรคการเมืองที่หลากหลาย และเป็นผู้รับใช้ในราชวัง จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีโดยอยู่ภายใต้การควบคุมของกษัตริย์

4. สื่อต่าง ๆ ถูกสั่งปิด การสื่อสารเป็นอัมพาต ทั้งโทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ รวมถึงบริการส่งจดหมายทางอินเตอร์เน็ต ถูกควบคุมโดยทหารและกษัตริย์

5. ที่ทำการสหภาพแรงงานตกอยู่ภายใต้การควบคุมและการแทรกแซงของทหาร

6. การจับกุมและคุมขังไม่เพียงเฉพาะผู้นำทางการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่กรรมการสหภาพแรงงานก็ถูกตั้งข้อหาและจับกุม ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น

เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2548 สถานการณ์ยังคงเป็นเช่นเดิม แม้แต่เพื่อน หรือคนรู้จักจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหา และไม่อนุญาตให้อ่านหนังสือพิมพ์และข่าว จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่มีสัญญาณใด ๆ ที่บ่งบอกว่าจะได้รับการปล่อยตัว ซึ่งจำนวนผู้ที่ถูกจับกุมมีทั้งหมด 387 คน เป็นนักสหภาพฯ 23 คน และเป็นผู้นำหญิง 2 คน

ความเกี่ยวข้องกับขบวนการแรงงาน

จากการจับกุมประชาชนจำนวนมากอย่างไม่มีเหตุผล ปราศจากหลักฐาน และการตักเตือน พวกเขาถูกจับกุมด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงของประเทศ ตามกฎหมายความมั่นคง ปี 1990 ซึ่งอนุญาตให้จับกุมคุมขังสูงสุดได้ 90 วัน ผู้นำแรงงานของสหพันธ์แรงงานเนปาล( GEFONT ) ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2548 คือ Mr. Dharmanan da Pant ซึ่งเป็นประธาน ของ สหพันธ์แรงงานเนปาล(GEFONT ) ถูกจับกุมภายในบ้านโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งสาเหตุมาจากการที่เขาได้กล่าวคำขวัญว่าต้องการสันติภาพ ประชาธิปไตยและสิทธิการรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงาน ในการประชุมระดับชาติของสหพันธ์แรงงานเนปาล (GEFONT Zonal) ที่ผ่านมา

กษัตริย์จะจับกุมทุกคนที่สามารถจัดเดินขบวนชุมนุม ทั้งประเด็นทางการเมือง หรือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม โดยใช้กำลังตำรวจเข้าปราบปราม การประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นกฎและข้อบังคับ เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการทำงานสหภาพฯ และเป็นการต่อต้านสิทธิขั้นพื้นฐานของสหภาพแรงงาน ในการดำเนินกิจกรรมอย่างอิสระ เนื่องจากมีการสั่งห้ามไม่ให้มีการชุมนุม เกินกว่า 5 คน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล รวมทั้งการเข้ายึดครองที่ทำการสหภาพแรงงานและมีการตรวจตราอย่างเข้มงวด

การบีบบังคับเช่นนี้เป็นการต่อต้านสิทธิขั้นพื้นฐานในการจัดตั้งและการรณรงค์โดยเสรีเพื่อปกป้อง

สมาชิก สหภาพแรงงานไม่สามารถทำหน้าที่ได้โดยอิสระและปราศจากความกลัว รวมทั้งผู้นำสหภาพแรงงานต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ความหวาดระแวงและความเสี่ยงต่อการถูกจับกุม

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อผู้หญิงและขบวนการเคลื่อนไหวคนงานสตรี ส่งผลต่อสิทธิและเสรีภาพในการปกป้องผู้หญิงต้องถูกจำกัด การห้ามชุมนุมหรือรวมกลุ่ม ทำให้เกิดผลตามมาคือ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม วันสตรีสากลที่ผ่านมา มีการขออนุญาตเดินขบวน ในเบื้องต้นได้รับอนุญาตให้มีการเดินขบวนเพื่อแสดงความยินดีในวันสตรีสากล แต่ต่อมาถูกยกเลิกอย่างกะทันหันในวันที่ 7 มีนาคม 2548 แต่นักกิจกรรมเหล่านี้ยังคงมีการเคลื่อนไหว เดินขบวนต่อไป ทำให้ผู้นำสตรีต้องถูกจับกุมในงานชุมนุม ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้สังเกตุได้ว่าเป็นการจับกุมผู้นำหลักที่มีความสำคัญต่อองค์กร คือ Bidya Devi Bandawas ซึ่งเป็นประธานสมาคมผู้หญิงเนปาล และผู้นำคนอื่น ๆ พร้อมกันด้วย เป็นการจับกุมโดยปราศจากข้อหา ในขณะที่พวกเขาได้เดินขบวนในวันสตรีสากล ซึ่งพวกเขาได้ร้องตะโกนต่อต้านกษัตริย์ที่ไม่ดำเนินการตามระบอบประชาธิปไตย และการถดถอยของประชาธิปไตย จากการประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548

ทั้งนี้จุดยืนของสหภาพแรงงานและกลุ่มองค์กรสตรี ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและ ความต้องการของพวกเขามีดังนี้

1.         ให้ยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉิน และใช้อำนาจเผด็จการ

2.         ขอให้ปล่อยผู้ถูกจับกุมทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข

3.         กลับมาเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุขที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

4.         เคารพในสิทธิมนุษยชน สิทธิในการพูด การแสดงความคิดเห็น การสมาคมและการชุมนุม

5.         สร้างหลักประกันว่าสื่อต่าง ๆ จะสามารถดำเนินงานได้โดยอิสระ

 

การเรียกร้องประชาธิปไตยพื้นฐานของเนปาลในครั้งนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความเข้มแข็ง และพลังจากสังคมระหว่างประเทศ กลุ่มองค์กร และประชาสังคมต่าง ๆ เพื่อร่วมผลักดัน ให้มีการคืนอำนาจประชาธิปไตยให้กับประชาชน การช่วยเหลือและสนับสนุนของทุกท่านเป็นสิ่งสำคัญ เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ซึ่งจะส่งผลให้เนปาล มีโอกาสได้รับประชาธิปไตยกลับคืนมาอีกครั้ง ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากท่านให้ร่วมส่งจดหมายร้องเรียนตามที่แนบมานี้ ไปยังกษัตริย์ของเนปาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์การเมืองของเนปาล อันจะแสดงให้เห็นถึงความสมานฉันท์ ร่วมกันโดยไม่มีการแบ่งแยก พรมแดน เชื้อชาติ และภาษา

ปิติกานต์ สอนดี

ศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมแรงงาน (ศบร.)