ทาสยุคใหม่ ใครคนก่อ ? (ตอนที่ 2)
 
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
 

 

 

โลกาภิวัตน์ ทำให้ทุนนิยมขยายตัวไปทุกหย่อมหญ้า การเคลื่อนย้ายการลงทุนอย่างรวดเร็ว การแข่งขันการค้าระหว่างประเทศที่ดุเดือดรุนแรง ทำให้บรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ของโลกมีอิทธิพลเหนือพรมแดนระหว่างประเทศ รัฐบาลท้องถิ่นของแต่ละประเทศ กลายเป็นเพียงเครื่องมือและกลไกส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมโลกที่ทำหน้าที่เปิดประเทศและอำนวยความสะดวกให้กับการเคลื่อนย้ายการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติ

ปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่การขยายตัวของการลงทุนและการเคลื่อนย้ายการลงทุนก็คือ ความต้องการแสวงหาแรงงานราคาถูก ที่มีอยู่ในแต่ละประเทศที่ยากจนและด้อยพัฒนา แต่ ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมาขบวนการแรงงานในแต่ละประเทศใช้ความพยายามในการยกระดับฐานะชีวิตความเป็นอยู่ให้สูงมากขึ้นตามลำดับ ทั้งที่เป็นการเจรจาต่อรองกันในแต่ละสถานประกอบการและที่เป็นการเรียกร้องให้มีมาตรฐานแรงงานในระดับสังคมอย่างเช่น การประกันสังคม การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ การจำกัดชั่วโมงการทำงาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนแรงงานเพิ่มมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกัน ทำให้ภาวะการจ้างงานมีลักษณะแข็งตัว ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายการจ้างงานและด้วยเพราะเหตุที่คนงานนั้นมีการจัดตั้งสหภาพแรงงาน ที่ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกรทั้งมวล ดังนั้นการพัฒนาทุนนิยมสมัยใหม่จึงมุ่งที่จะทำให้เกิดภาวะการจ้างงานยืดหยุ่น ซึ่งหมายถึงความสามารถในการควบคุมต้นทุนด้านแรงงานให้สามารถยืดหยุ่นตามความต้องการของนายทุนได้ และย่อมหมายถึงการที่จะทำให้กฎหมายในแต่ละประเทศนั้นเปิดโอกาสให้มีการจ้างงานแบบยืดหยุ่นกันได้โดยอิสระ และไร้ขีดจำกัดภายใต้ข้ออ้างของการค้าเสรี

รากฐานการจ้างงานยืดหยุ่น จึงมีที่มาอยู่ที่ ความต้องการจะกดขี่เอารัดเอาเปรียบคนงาน และถือเป็นพัฒนาการเสมือนหนึ่งการค้าทาสในยุคใหม่ เป็นกระบวนการค้าทาสที่ปราศจากการบีบบังคับหรือการทารุณกรรม โดยตรง ตัวอย่างเช่น คนงานที่เข้าสู่ตลาดแรงงานนั้นมีเพียงหนทางเดียวคือ ต้องเข้าไปสมัครงานให้กับบริษัทที่เรียกกันว่า บริษัททรัพยากรมมุษย์ และบริษัทเหล่านี้ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งนายหน้าค้าแรงงานจะนำคนงานเหล่านี้เข้าไปทำงานในสถานประกอบการต่างๆ ก่อให้เกิดการจ้างงานที่ซ้ำซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม เพราะนายจ้างที่แท้จริง ในฐานะผู้จ่ายค่าจ้างนั้น กลับไม่ใช่นายจ้างของลูกจ้างเหล่านี้ เพราะเหตุที่การจ่ายค่าจ้างนั้นจ่ายผ่านบริษัทนายหน้าค้าแรงงาน และบริษัทนายหน้าค้าแรงงานเหล่านี้จึงเป็นนายจ้างของลูกจ้างเหล่านี้ แทนนายจ้างที่แท้จริง

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ นายจ้างผู้จ่ายค่าจ้าง ผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์การทำงาน และผู้บังคับบัญชาการทำงานนั้นกลับไม่ใช่นายจ้างและไม่ต้องรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้นที่มีต่อลูกจ้างเหล่านี้ ในขณะผู้ที่จ่ายค่าจ้างแทนนายจ้างที่แท้จริงนั้น เป็นเพียงนายจ้างแต่ในนามเพราะไม่ใช่ผู้ที่ทำการผลิต และไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา และไม่มีผลผลิตจากการทำงาน ดังนั้นจึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อการจัดสวัสดิการ หรือการเพิ่มค่าจ้างให้สูงขึ้นกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายแรงงาน การจ้างงานรูปแบบนี้ เรียกกันว่า การจ้างงานรับเหมาค่าแรง คือทำหน้าที่เป็นเพียงช่องทางผ่านการจ่ายค่าจ้าง พร้อมกับการหักค่าจ้างบางส่วนเก็บเอาไว้เป็นผลกำไร พฤติกรรมแบบนี้เรียกกันว่าการกินหัวคิวแรงงาน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจค้ามนุษย์แบบนี้เติบโตอย่างรวดเร็วทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบทางศีลธรรมใดๆที่ควรมีต่อคนงานเหล่านี้

ตัวอย่างเช่น ในโรงงานแห่งหนึ่ง มีจำนวนพนักงานทั้งหมด 1000 คน ในจำนวนนนี้มีการจ้างงานคนงานรับเหมาช่วงหรือรับเหมาค่าแรงจำนวน 500 คน โรงงานผู้ประกอบการผลิตแห่งนี้จ่ายค่าจ้างให้คนงานรับเหมาช่วงหัวละ 250 บาท ( เป็นราคาที่วไปในปี 2547 แต่นายหน้าค้าแรงงานหรือพวกบริษัทรับเหมาจ่ายค่าแรงนี้ไปจ่ายค่าจ้างให้คนงานกันแค่วันละ 170 บาทตามกฎหมายแรงงาน(ในปี 2547 ) ดังนั้นจึงมีกำไรกันหัวละ 80 บาท เมื่อใช้คนงานรับเหมาค่าแรงกันจำนวน 500 คน ในวันหนึ่งจะมีกำไรที่เป็นหัวคิวแรงงานนี้ถึงวันละ 40000 บาท ในหนึ่งเดือนจะมีรายได้งามๆ ถึง 1,040,000 บาท รายได้ก้อนนี้ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของคนจนผู้ใช้แรงงานที่ทำงานเสี่ยขงอันตรายหรือทำงานแบบตายผ่อนส่ง โดยที่พวกนายหน้าค้าแรงงาน จะแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งไปให้กับฝ่ายบริหารของบริษัท และเชื่อว่าถูกส่งเป็นเครื่องบรรณาการให้กับข้าราชการในกระทรวงแรงงาน ทำให้พวกมันทั้งหมดไม่ยอมแก้ไขกฎหมายแรงงานเพื่อยกเลิกการจ้างงานแบบเหมาช่วงหรือรับเหมาจ่ายค่าแรงให้หมดไป

ธุรกิจแบบนี้ คือการส่งเสริมให้ พวกนายทุนเอกชนเหล่านี้เป็นพวกเสือนอนกินหรือเป็นแค่กระสือแรงงาน ไม่ต้องทำงานแต่มีเงิน งอกงามขึ้นจากการกดขี่ขูดรีดคนงานเหมาช่วง หรือที่พูดกันว่าเป็นการกินหัวคิว นั่งกินนอนกินเสวยสุขแบบนี้หนึ่งปีก็กลายเป็นอภิมหาเศรษฐีได้ง่าย โดยไม่ต้องออกแรงทำงานอะไรทั้งสิ้น ไม่ต่างกับปลิงดูดเลือด ส่วนพวกนายทุนร่ำรวยขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เพราะไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสวัสดิการให้สูงเท่ากับพนักงานประจำ และที่สำคัญที่สุดพวกคนงานเหมาช่วงไม่กล้าเข้าร่วมสหภาพแรงงานทำให้สหภาพแรงงานอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่มีอำนาจการต่อรอง กลายเป็นง่อย รูปแบบการจ้างเหมาช่วง หรือการรับเหมาจ่ายค่าแรง ประกอบอาชีพรับเหมาจ่ายค่าแรงอย่างเดียวฟันกำไรเป็นกอบเป็นกำเสียเหลือเกิน นับเป็นรูปแบบการจ้างงานที่สกปรกโสโครกและชั่วช้าสามานต์เป็นอย่างยิ่ง

รายได้แบบนี้ไม่ต่างไปจากการรีดไถและไม่ต่างกับการเป็นมาเฟียแบบเดียวกันกับมาเฟียตลาดโบ๊เบ๊ แต่มันถูกทำให้ถูกต้องโดยกฎหมาย และใช้คำใหม่ว่า เป็นค่าบริการจัดหาและควบคุมคนงานไม่ให้ส่งเสียงเรียกร้องหรือรวมกลุ่มกันเป็นสหภาพแรงงาน เป็นรูปแบบการจ้างงานยุคโลกาภิวัฒน์

การจ้างงาน ที่เรียกกันว่า การรับเหมาช่วงจ่ายค่าแรง ยังทำให้ในสถานประกอบการหนึ่งนั้นมีคนงานอยู่สองประเภทคือ คนงานประจำที่ทำงานมาก่อน และคนงานรับเหมาช่วงหรือรับเหมาค่าแรง การจ้างงานรับเหมาค่าแรงนั้นเป็นการลดทอนอำนาจการต่อรองของคนงานประจำที่เคยมีค่าจ้างและสวัสดิการที่ดี และสามารถหยุดยั้ง มาตรการของฝ่ายสหภาพแรงงานในเรื่องการนัดหยุดงานลงไปเพราะคนงานในระบบรับเหมาค่าแรงนั้นไม่กล้าเข้าร่วมสหภาพแรงงานและพร้อมทำงานแทนคนงานที่ใช้สิทธิการนัดหยุดงาน

การจ้างงานแบบนี้ จึงเป็นการจ้างงานที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจนที่สุด เพราะเป็นรูปแบบการจ้างเชิงบังคับ แม้ไม่ปรากฏว่าเป็นการบังคับโดยตรงแต่ถือได้ว่าเป็นการบังคับโดยอ้อม เพราะไม่มีทางเลือกอื่นๆอีก ในขณะเดียวกันก็ถือได้ว่าเป็นการจ้างงานแบบทาส เพราะไม่มีสิทธิเสรีภาพในการเรียกร้อง และการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน รวมทั้งเป็นการกินหัวคิวแรงงานหรือ เป็นการค้ามนุษย์แบบหนึ่ง

การค้ามนุษย์นั้นในทางพุทธศาสนา นั้นเป็นอาชีพต้องห้าม และเป็นบาปกรรมที่ชาวพุทธพากันต่อต้าน และไม่ต้องการให้ดำรงอยู่ในสังคมไทย แต่รูปแบบการค้ามนุษย์แบบนี้กลับแพร่หลายในสังคมไทยมากมายเสียเหลือเกิน โดยที่กระทรวงแรงงานนั้นรู้เห็นเป็นใจให้กับรูปแบบการจ้างงานดังกล่าว ด้วยการป่าวประกาศว่าเป็นสิทธิการจ้างงานที่ไม่สามารถห้ามได้หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นสิทธิของนายทุนที่จะเอาเปรียบและกดขี่ทารุณเยี่ยงทาสนั่นเอง เพราะรูปแบบการจ้างแบบนี้ มีข้าราชการกระทรวงแรงงาน บางคนได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางธุรกิจการค้ามนุษย์ และก็เป็นเรื่องแปลกประหลาดอีกเช่นกันที่ประเทศไทยนั้นมีองค์กรอิสระอย่างเช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิอยู่มากมาย แต่ บรรดานักสิทธิมนุษยชนทั้งหลายกลับสิ้นไร้ไม้ตอกหาหนทางแก้ไขหรือทำการยกเลิกให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย

ปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนได้ประกาศไว้ว่า บุคคลใดจะถูกบังคับให้เป็นทาส หรืออยู่ภาระจำยอมใดๆ มิได้ การเป็นทาสและการค้าทาสจะมีไม่ได้ทุกรูปแบบ ข้อความทำนองนี้ ไม่ได้ซึมซาบเข้าไปในหัวใจของนายทุน ไม่ได้เข้าไปเป็นสำนึกของ ข้าราชการกระทรวงแรงงาน และ นักการเมืองในสภา และมันเป็นเพียงข้อความเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของบรรดานักสิทธิมนุษยชนกำมะลอที่ทำได้เพียงแค่การท่องจำข้อความแต่ไม่เคยมีผลในทางปฏิบัติเพื่อกำจัดรูปแบบการค้าทาสที่แฝงเข้ามาในคำว่าการจ้างงานรับเหมาค่าแรงหรือที่เรียกกันติดปากในหมู่กรรมกรว่า การจ้างงานเหมาช่วงในกระบวนการผลิต

ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างของคนงานรับเหมาค่าแรง ซึ่ง สะท้อนให้เห็น สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง ที่ต้องทุกข์ทรมานกับความเป็นทาส-ไพร่ โดยได้เขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เมื่อ วันที่ 15 พฤษภาคม 2546

5 พฤษภาคม 2546

เรียน ฯพณฯนายกรัฐมนตรี พ . ต. ท. ทักษิณ ชินวัตร

ตามที่พนักงานได้เข้าชื่อร้องเรียนพนักงานตรวจแรงงานตามหนังสือลงวันที่ 21 เมษายน 2546 เรื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณต่อพนักงานเป็นการกลั่นแกล้งกดดันพนักงานจนทนทำงานต่อไปไม่ไหวต้องออกจากงานไปโดยไม่ได้รับเงินค่าชดเชย ต่อมาในวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 พนักงานตรวจแรงงาน ได้เข้าไปตรวจสอบตามที่ได้ร้องเรียนไว้ แต่จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่มีการดำเนินการใดๆเพื่อปรับปรุงสภาพการทำงานให้ดีขึ้น เป็นไปตามที่ได้ร้องเรียนไว้แม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความปลอดภัยในการทำงานเช่น ในช่วงฝนตกน้ำจะท่วมขังบริเวณที่ทำงาน เนื่องจากหลังคาโรงงานรั่ว โรงงานไม่ได้ติดตั้งพัดลมทำให้อากาศร้อนเป็นอย่างมาก และไม่มีช่องระบายอากาศ เนื่องจาก เป็นโกดังเก็บของมากกว่าที่ทำงาน

นอกจากนี้บริษัทยังไม่มีห้องพยาบาล ยา เวชภัณฑ์ และน้ำดื่มที่เพียงพอ ห้องน้ำสกปรก ส่งกลิ่นเหม็น ไม่มีโรงอาหาร ต้องไปหากินรวมกับบริษัทอื่นซึ่งมีราคาแพงมาก รถรับส่งไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังจ่ายค่าจ้างเพียงครึ่งเดียว ไม่ครบตามค่าจ้างที่เคยได้รับมาก่อน และไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเวลา มีการเลื่อนการจ่ายบ่อยครั้ง รวมทั้งได้เปลี่ยนแปลงเวลาการทำงาน บีบบังคับทารุณกรรมให้พนักงานทำงานหนักรวดเร็วราวกับทาส ตามอำเภอใจของนายจ้างฝ่ายเดียว หากทำงานไม่ได้ตามความต้องการของนายจ้างจะถูกดุด่าดังกับวัวควาย หากพนักงานโต้แย้งจะถูกสั่งย้ายไปทำงานตามที่ต่างๆ หรือเมื่อเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรือเมื่อได้ร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานตามกฎหมายแรงงานหรือร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐบาล จะถูกเพ็งเล็งกดดัน กลั่นแกล้งสารพัดรูปแบบ ความล่าช้าของพนักงานตรวจแรงงาน ในการบังคับให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานตามที่พนักงานได้ร้องเรียนและปล่อยปละละเลยในการสร้างความเป็นธรรมให้กับพนักงานนี้ ทำให้พนักงานได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส มีพนักงานทนทำงานไม่ได้ต้องออกจากงานไป โดยไม่ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

นอกจากนี้ยังมีพนักงานจำนวนมากถูกหักเงินค่าประกันสังคมเดือนละ 4 เปอร์เซ็นต์ มาตั้งแต่ปีที่แล้วแต่ไม่ได้รับสิทธิการประกันสังคม ไม่ได้รับบัตรประกันสังคม เมื่อแจ้งต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม จังหวัดปทุมธานี กลับได้รับคำตอบว่า เป็นเรื่องของพนักงานต้องดำเนินการกับนายจ้างด้วยตนเอง เป็นเหตุให้พนักงานต้องจ่ายเงินประกันสังคมต่อนายจ้างและต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเองทั้งๆที่ได้รับเงินค่าจ้างที่ต่ำกว่าความเป็นคน

การที่บริษัทเอ็ม เอ็ม ไอ พรีซิซั่น ( ไทยแลนด์) ผู้ผลิตDisc Drive รายใหญ่ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ Seagate โดยบริษัทเอ็ม เอ็ม ไอ ได้ว่าจ้างบริษัทรับเหมาค่าแรงคือบริษัทเอส ที ดีเบอริ่งเซอร์วิส จำกัดและบริษัทแจสเมท เทคโนยี จำกัดทำหน้าที่จ่ายค่าจ้างแทนบริษัทเอ็ม เอ็ม ไอก็เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบในการปฏิบัติคามกฎหมายแรงงาน พนักงานที่เข้ามาทำงาน เป็นพนักงานรับเหมาช่วงหรือรับเหมาค่าแรงเหล่านี้ ได้รับค่าจ้างเพียงขั้นต่ำ โดยมีกระบวนการงาบหัวคิวค่าจ้างจากพนักงานเหล่านี้อีกทอดหนึ่ง ( คาดว่าคนงานคนหนึ่ง จะถูกงาบหัวคิวคนละ 80 บาท ต่อการทำงานหนึ่งวัน โดยประมาณ) คนหนึ่งต้องจ่ายเงินซื้อชุดทำงาน 2 ชุดเป็นเงิน 750 บาท ต้องจ่ายค่าฝึกงานเป็นเงิน 1000 บาท โดยถูกหักเงินเดือนละ 100 บาท ทั้งๆไม่มีความจำเป็นต้องฝึกงาน พนักงานหญิงตั้งครรภ์จะถูกกดดันให้ออกจากงานจำนวนมาก บางคนถึงกับต้องทำแท้งเพื่อจะได้มีงานทำไม่อดอยาก เมื่อพนักงานรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานและร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน กลายเป็นเหตุให้ต่อมาทางบริษัทเอ็ม เอ็ม ไอ ได้ ให้บริษัทเอส ที ดีเบอริ่ง เซอร์วิสและบริษัทแจสเมท เทคโนโลยี โยกย้ายพนักงานรับเหมาค่าแรงเหล่านี้ออกไปทำงาน ภายนอกบริษัทเอ็ม เอ็ม ไอ เพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง กดดันให้พนักงานเหล่านี้ ได้รับความทุกข์ทรมาน เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนโหดร้าย ปราศจากศีลธรรม โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพนักงานและครอบครัวที่ต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัส ดังนั้นจึงขอให้พนักงานตรวจแรงงานได้เร่งรัด เร่งรีบเข้ามาดำเนินการโดยทันที ตามที่ได้ร้องเรียนไว้หลายครั้งแล้ว

พวกข้าพเจ้าเป็นคนยากจนมีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนกับทาส-ไพร่ และทุกข์ยากแสนเข็ญกันมาหลายชั่วโคตรแล้ว กำลังได้รับการบีบคั้น และถูกทารุณกรรมทั้งทางร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก จึงไม่อาจทนต่อเวลาความล่าช้าของเจ้าหน้าที่พนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน จ.อยุธยาได้ จึงมีความจำเป็นจะได้ร้องเรียนต่อฯพณฯนายกรัฐมนตรี เพื่อขจัดความยากจนของพวกข้าพเจ้าให้หมดไปและสร้างความเป็นธรรมในสังคมให้เกิดขึ้น ตามที่ ฯพณฯ ท่านได้เคยประกาศไว้ ว่าท่านสามารถแก้ไขความยากจนให้หมดไปจากแผ่นดินไทยได้ เรื่องราวของพวกข้าพเจ้าย่อมอยู่ในความสามารถที่ฯพณฯ ท่านจะแก้ไขได้โดยทันที จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ

จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายจริงมีการลงนาม อย่างถูกต้อง แต่ต้องขอสงวนชื่อคนงานกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้พวกเขาเหล่านี้ ยังสามารถใช้ชีวิตเยี่ยงทาส – ไพร่ สมัยใหม่ได้ต่อไป แม้ว่าเรื่องราวของพวกเขาได้ยุติลงไปแล้ว ในกรณีข้อพิพาทแรงงานบริษัท MMI เมื่อปี 2004 แต่เรื่องราวแบบทาส-ไพร่เฉกเช่นกรณีดังกล่าวยังมีอยู่ทุกหนแห่ง มีรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานหลายคนผ่านเข้ามารับรู้เรื่องราวการค้าทาสแบบนี้หลายคนแล้ว แต่ยังไม่มีรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานหน้าไหนที่กล้าหาญในการยกเลิกการค้าทาส-ไพร่ให้หมดไปสักที

เรื่องราวแบบนี้ได้ร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงานและหลายบุคคลด้วยกันแต่ทั้งหมด เป็นเพียงเสียงนกเสียงกาที่ไร้ความหมาย และไม่มีหน่วยงานใดๆจะเหลียวแลเอาใจใส่ และเรื่องนี้จบลงอย่างที่คาดการณ์กันไป คือแก้ไขอะไรไม่ได้หรือ ถ้าจะมีการแก้ไขกันบ้างก็ชักช้า อืดอาด ยิ่งกว่าเต่าคลานเสียอีก จนในที่สุด ไม่มีคนงานเหมาช่วง หรือมนุษย์หน้าไหนที่พวกเขาจะสามารถอดทนรอคอยการแก้ไขได้ เพราะกว่าจะได้รับสิทิเสรีภาพตามกฎหมาย พวกคนยากจนแล้วก็จะสิ้นลมหายใจลงเสียก่อน ก็เลยต้องปล่อยให้มันเป็นไปอย่างที่เป็นไปแบบนี้ ปล่อยให้ความชั่วช้าสารเลวนั้นลอยนวลเต็มบ้านเต็มเมือง นี่แหละสังคมไทย ที่ใครๆชื่นชมว่า เรากำลังปฏิรูประบบราชการกันแล้ว และมีนายกรัฐมนตรีที่เก่งกล้าสามารถราวกับเทวดาแปลงร่างมาเกิด .

การลุกขึ้นสู้ การรวมพลังและการ ท้าทาย

ดังนั้นในส่วนของกระทรวงแรงงานจึงไม่มีการริเริ่มใดๆเพื่อจะแก้ไขปัญหาการจ้างงานเหมาช่วงหรือรับเหมาค่าแรง ซึ่งเป็นรูปแบบการค้าทาสยุคใหม่ นี้ให้ดีขึ้นหรือดำเนินการเพื่อกำจัดการจ้างงานชนิดนี้ให้หมดไป ส่วนระดับนักการเมืองที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ หรือพวกชนชั้นปกครองเทือกนั้นไม่ต้องเอ่ยถึงเพราะสัตว์จำพวกนี้ในสมองมีแต่ขี้กับไส้เท่านั้น ไม่มีทางจะมาสนใจอะไรกับปัญหาเหล่านี้ได้ พรบ . คุ้มครองแรงงาน 2541 ที่กำลังใช้อยู่นี้ กลับเลวร้ายยิ่งกว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานแต่เดิมเสียอีก เพราะมันเปิดทางให้กับการจ้างงานเหมาช่วงและการรับเหมาค่าแรง โดยมีพวกนักกฎหมายฝ่ายนายทุนทั้งฝ่ายราชการและฝ่ายตุลาการขานรับการตีความกฎหมายให้เข้าข้างพวกมันโดยปราศจากยางอาย ปราศจากมโนธรรมสำนึกของความเป็นคน ความเลวร้ายของพรบ. คุ้มครองแรงงาน 2541 อีกประการหนึ่งก็คือ มันแก้ไขเปลี่ยนแปลงยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะมันต้องผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพวกที่ไปนั่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ส่วนหนึ่งก็คือพวกที่ออกกฎหมายฉบับนี้มาใช้เองนั่นแหละ พวกกระสือแรงงานทั้งหลายแหล่เองก็ป่วนเปี้ยนอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรกันมาก ผู้นำแรงงานจำพวกหมัดหมาที่หากินเอากับคนงานเหมาช่วงก็มีอยู่มากเช่นกันที่แวดล้อมอยู่กับพวกนักการเมือง พวกนี้จึงต้องการให้มีการจ้างงานเหมาช่วงเช่นกัน ดังนั้นพวกมันคงไม่ยอมให้แก้ไขกฎหมายแรงงานที่ทำให้พวกมันและเครือญาติโครตเหง้าของพวกมันต้องสูญเสียผลประโยชน์จากการสูบเลือดสูบเนื้อคนงานเป็นแน่แท้

นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวปราศรัยในโอกาสวันกรรมกรสากล 1 พฤษภาคม 2548 ที่ท้องสนามหลวง ตอนหนึ่งของการปราศรัย ได้มีการเอ่ยถึง ข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงานในการให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายแรงงานเพื่อยกเลิกการจ้างงานเหมาช่วงว่า

ส่วนท่านที่เรียกร้องเรื่องของการรับเหมาช่วง ผมจะเล่าให้ฟังว่า ในโลกยุคใหม่ เขาใช้คำว่า "Outsource" ก็คือการจ่ายงานไปให้บริษัทรับช่วง แต่วิธีนั้นคือการรับช่วงไปทำที่โรงงานของคนอื่น แต่ไม่ใช่รับช่วงไปทำที่โรงงานเดียวกัน ถ้าอย่างนั้นเขาเรียกว่าซิกแซ็ก เพราะฉะนั้น พวกซิกแซ็กจะต้องจับมายืดให้ตรงให้หมด Outsource ก็คือ Outsource ไม่ใช่ซิกแซ็ก เป็นคนละเรื่องกัน เพราะฉะนั้นกระทรวงแรงงานจะใช้ความชัดเจนในเรื่องการทำงานของ Outsource กับซิกแซ็ก โดยไม่ต้องไปแก้กฎหมาย พูดกันดีๆ รู้เรื่องก็รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องรู้เรื่องกันล่ะ เพราะฉะนั้นจะไม่ให้มีการเอาเปรียบในลักษณะซิกแซ็กอีก

ดูจากถ้อยคำของนายกทักษิณ แล้วจะเห็นได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นหัวไวและเข้าใจปัญหาได้รวดเร็วแต่ ระดับความเข้าใจและความสามารถในการจัดการกับปัญหานี้นั้นยังต่ำเกินไป เพราะ มีความเข้าใจในปัญหาการจ้างงานเหมาช่วงได้ไม่ถึงแก่นแท้ของมันเนื่องจากภาวะของการเป็นนายทุนผูกขาดที่มีอำนาจการเมืองอยู่บนหอคอยงาช้างจึงมองปัญหานี้อย่างผิวเผินและขาดความกล้าหาญที่จะลงมือแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพราะการจ้างงานเหมาช่วงที่เกิดขึ้นและแพร่ระบาดในสถานประกอบการต่างๆนั้นเป็นผลมาจากพรบ.คุ้มครองแรงงาน 2541 มาตรา 5ระบุไว้ว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างด้วยวิธีการเหมาค่าแรง โดยมอบให้บุคลหนึ่ง บุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบการจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งก็ดี มอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงาน อันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางานก็ดี โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วย

จากข้อความดังกล่าวนี้เองที่ทำให้บรรดานายทุนทั้งหลายพากันสุมหัวใช้การจ้างงานด้วยวิธีเหมาค่าแรงหรือที่เรียกกันติดปากทั่วไปว่าเป็นการจ้างงานแบบรับเหมาช่วง เพื่อทำให้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการจัดสวัสสดิการด้านต่างๆที่เคยจัดให้กับคนงานประจำ ทำให้เกิดความแตกต่างในด้านสภาพการจ้างและนำมาซึ่งการกีดกันหรือการเลือกปฏิบัติในหมู่คนงานด้วยกันเอง

ถึงแม้ว่าข้อความดังกล่าวนั้น จะระบุว่า ให้ผู้ประกอบกิจการนั้นเป็นนายจ้างของลูกจ้างดังกล่าวด้วย แต่เป็นเพียงนายจ้างที่ต้องรับผิดชอบต่อการคุ้มครองแรงงานตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน 2541 เท่านั้น และยังไม่สามารถเข้าไปครอบคลุมถึงบรรดาข้อตกลงสภาพการจ้างที่ทำไว้กับสหภาพแรงงาน หรือที่เคยจัดให้กับคนงานประจำที่ทำงานกันมาก่อน และ ยังเป็นปัญหาเกี่ยวเนื่องกับสิทธิการเข้าร่วมสหภาพแรงงานอีกด้วย การแก้ไขการจ้างงานเหมาค่าแรง นี้จึงต้องเข้าไปแก้ไขพรบ.คุ้มครองแรงงาน2541 เพื่อระบุข้อห้ามในการจ้างงานลักษณะดังกล่าวซึ่งย่อมจะเป็นการแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จหมดข้อกังขาใดๆทั้งสิ้น แต่ดูเหมือนว่า ผู้นำการเมืองในระดับนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยนั้น มีความสามารถอันเอกอุกก็เพียงแต่ การเล่นสำนวนโวหาร น้ำลายแตกฟอง ให้พวกคนจนนั้นเคลิบเคลิ้มมากกว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติให้เป็นจริง

นอกจากนี้ยังมีพวกผู้นำแรงงานจอมปลอม ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดในขบวนการแรงงาน ที่เบื้องหน้าขึงขังเอากับการเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานแก้ไข การจ้างงานเหมาช่วง เพียงเพื่อรักษาภาพพจน์การเป็นผู้นำแรงงานจอมปลอมของพวกเขา ส่วนเบื้องหลัง ยังคงหากินอยู่กับเศษเงินและกากอาหารของพวกนายทุนและข้าราชการชั่วกันต่อไป พวกมันจึงโฆษณาชวนเชื่อกรอกหูคนงานอยู่ทุกวันว่า นี่คือสิทธิของพวกนายทุนจะกระทำได้ เพียงแต่ว่า ให้การคุ้มครองตามกฎหมายให้มากยิ่งขึ้น แต่ไม่กล้าที่จะพูดว่า ต้อง ยกเลิกระบบการจ้างงานกินหัวคิวเหล่านี้ให้หมดไปเสียที ผู้นำแรงงานจอมปลอมจำพวกนี้จะควบคุมสหภาพแรงงานไม่ให้ออกมาร่วมกับสหภาพแรงงานอื่นๆเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายเพื่อยกเลิกการจ้างงานชนิดนี้

พวกผู้นำแรงงานจอมปลอมที่สยบยอมอยู่กับระบบการจ้างงานเหมาช่วงเหล่านี้ กำลังสมคบกับข้าราชการชั่ว ออกมาโพนทะนา ว่ากำลังแก้ไขกฎหมายแรงงานให้ดีขึ้น แต่เท่าที่รับทราบกันมาการแก้ไขกฎหมายแรงงานครั้งใหม่นี้ เป็นเพียงการผัดหน้าทาแป้งให้กับระบบการจ้างงานเหมาช่วงให้ดูดีขึ้นมาอีกเล็กน้อย ด้วยการบอกว่า พนักงานเหมาช่วงหรือรับเหมาค่าแรงนั้นจะได้รับสิทธิและหน้าที่เท่าเทียมกับพนักงานประจำ ซึ่งถ้อยคำแบบนี้ดูดีขึ้นมามากและอาจทำให้หลายคนคิดว่า ได้แก้ปัญหาการจ้างงานเหมาช่วงสิ้นสุดลงแล้ว แต่สำหรับผู้นำแรงงานจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่รู้เท่าทันเล่ห์กระเท่ห์ของพวกโสโครกและพวกสวะเหล่านี้ ด้วยการยืนยันกันออกมาว่า ถ้าจะเท่าเทียมกันระหว่างคนงานเหมาช่วงหรือรับเหมาค่าแรงกับคนงานประจำแล้วละก้อ มันต้องเท่าเทียมกันในด้านผลประโยชน์และสภาพการจ้างด้วย หรือให้ถึงที่สุดก็ต้องยกเลิกการจ้างงานแบบนี้ไปเลย เพราะไม่มีเหตุผลใดๆที่จะยังคงยอมรับระบบการจ้างงานแบบนี้กันอีกต่อไปให้รกรุงรังและเกะกะบนแผ่นดินไทย แผ่นดินที่คุยโตโอ้อวดกันเป็นวรรคเป็นเวรกันว่า มีความเป็น ประชาธิปไตย มีนายกรัฐมนตรีที่เก่งกาจ และบ้านเมืองมีความทันสมัยศิวิไลซ์ กันแล้ว

บรรดานักวิชาการทั้งในด้านเศรษฐศาสตร์หรือในด้านกฎหมายบางคน ในสมองนั้นถูกครอบงำด้วยแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมของนายทุน จนแทบไม่มีที่เหลือว่างไว้สำหรับความคิดใหม่ๆหรือทางเลือกใหม่เลย อีกทั้งกระโหลกศรีษะของคนจำพวกนี้มักจะหนากว่ากระเบื้องตราช้าง ทำให้จำนวนเซลสมองนั้นน้อยกว่าคนปกติ คนจำพวกนี้อีกเช่นกันนั่นแหละที่จะออกมาตะโกนป่าวร้องว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะยกเลิกการจ้างงานแบบนี้ เพราะมันขยายตัวอย่างกว้างขวาง กลายเป็นความชอบธรรมไปแล้ว เพราะเศรษฐกิจไทยอยู่ภายใต้การแข่งขันระหว่างประเทศ จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้มีการจ้างงานแบบบนี้เพราะทุกประเทศเขายอมรับการจ้างงานแบบนี้กันแล้ว

พวกเขามองไม่เห็นความจริงที่เป็นแก่นแท้ของการแข่งขันการค้าระหว่างประเทศ ว่า แท้ที่จริงแล้วมันคือการแข่งขันของพวกนายทุนในแต่ละประเทศที่จะกดขี่ขูดรีกกรรมกรภายในของแต่ละประเทศของตนเองนั่นเอง ทุนนิยมข้ามชาติจึงเพรียกหา การจ้างงานแบบนี้ เพราะมันทำให้สภาวะความเป็นทาสในอดีต และเคยถูกทำลายไปแล้ว ได้หวนกลับมาบนพื้นผิวโลกที่ถูกเรียกกันว่า โลกาภิวัตน์ ทั้งนี้พวกมันได้ใช้ถ้อยคำเรียกการจ้างงานแบบน&