คนงานเหมาค่าแรง .......ทาสยุคใหม่ (1)
สมยศ พฤกษาเกษมสุข

 

 

 

พจนานุกรมฉบับมติชน ได้ให้ความหมายของคำว่า ทาส ว่าหมายถึง ผู้ที่ขายตัวหรือถูกนำตัวมาขาย หรือถูกจับมาให้เป็นคนรับใช้หรือเพื่อทำงานหนักอื่นๆ โดยผู้ที่เป็นนายมีสิทธิเหนือตัวทาสนั้น บางทีใช้หมายเท่ากับกับ ขี้ข้า ผู้ที่ยอมตนอยู่ในอำนาจของสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

สังคมแบบทาสปรากฏมาตั้งยุคโบราณแล้ว เมื่อในปลายสมัยของสังคมบุพกาลนั้น มนุษย์ได้พัฒนาเครื่องมือการผลิตให้ก้าวหน้าขึ้นโดยมีการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือเหล็กในรูปแบบต่างๆ เพื่อใช้ในการล่าสัตว์ และเริ่มทำการเกษตรอย่างง่ายๆ ทำให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น และเหลือจากการบริโภคในแต่ละวัน สามารถจับสัตว์มาเลี้ยงไว้กินในวันข้างหน้าได้

การสะสมและการขยายผลผลิตเริ่มเกิดขึ้น พวกหัวหน้าเผ่าและหมอผีเริ่มยึดครองที่ดินและเครื่องมือการผลิตบางส่วนมาเป็นของตน ที่สำคัญมีการจับเชลย (ที่เกิดจากการรบพุ่งระหว่างต่างเผ่าพันธุ์ อันเป็นการปะทะกันโดยบังเอิญ เพื่อแย่งชิงแหล่งอาหารและการล้างแค้น) มาใช้แรงงานเป็นทาส เพื่อทำการผลิตแทนตน ทำให้ความจำเป็นที่มนุษย์จะต้องอยู่ร่วมกันเพื่อใช้แรงงานรวมหมู่ในรูปครอบครัวขนาดใหญ่ค่อยๆ หมดไป โดยมนุษย์ในสังคมสามาถแยกตัวเป็นครอบครัวขนาดเล็กไปทำมาหากินได้โดยลำพัง การใช้แรงงานทาสก็ได้ขยายตัวไปโดยกว้างขวาง เกิดเป็นสังคมครองทาสเข้าแทนที่สังคมบุพกาลในที่สุด

ในสังคมครองทาสนี้ได้เกิดรูปแบบการขูดรีดแรกสุดที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันขึ้นโดยพวกเจ้าทาสได้ยึดกุมปัจจัยการผลิต ( วัตถุดิบ ที่ดิน เครื่องมือการผลิต) ไว้เป็นสมบัติของตน ส่วนพวกทาสจะไม่มีสิทธิครอบครองปัจจัยการผลิตใดๆ แต่ตัวเองก็เป็นเสมือนเครื่องมือการผลิตชนิดหนึ่งด้วยเช่นกัน โดยพวกเจ้าทาสได้บังคับใช้ให้ทำงานหนักแทนตนได้สารพัด เจ้าทาสมีกรรมสิทธิเหนือร่างกายทาส จะเฆี่ยนตี ฆ่า หรือนำไปขายเป็นสินค้าชนิดหนึ่งก็ทำได้ พวกเจ้าทาสไม่ต้องออกแรงทำงานอะไร แต่อาศัยผลผลิตที่เกิดจากแรงงานทาสมาบริโภคใช้สอย และนำไปแลกเปลี่ยนค้าขาย จึงได้แต่นั่งกินนอนกิน เสพสุขได้อย่างเปรมปรีย์

การที่พวกเจ้าทาสดำเนินการดังกล่าวได้ก็เพราะได้สร้างกลไกรัฐที่ประกอบด้วยกองทหาร ระบบกฎหมาย ระบบการเมือง ศาล คุก ตาราง เป็นต้น ไว้คอยบังคับควบคุมและปราบปรามพวกทาสที่ขัดขืนนั่นเอง

การลุกขึ้นสู้ของพวกทาสที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือการลุกขึ้นสู้ครั้งหนึ่งในโรมเมื่อ 2000 กว่าปีมาแล้ว คือ การลุกขึ้นสู้ของทาสที่นำโดยสปาตาคัส เขาเป็นทาสที่ถูกเลี้ยงไว้เป็นนักสู้ที่แสดงการต่อสู้กับสิงโตในโคลิเซี่ยม กำลังของทาสที่ลุกขึ้นสู้ในคราวนี้มีถึง 120,000 คน เคยรบจนกองทหารจักรวรรดิ์โรมันแพ้ไปหลายครั้ง

การลุกขึ้นสู้ของพวกทาสหลายครั้งทำให้รัฐทาสง่อนแง่น จนในที่สุดต้องล่มสลายลงไป ในยุโรปสังคมแบบทาสได้ผ่านช่วงเวลาอันยาวนานถึง 400 ปี ความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทาส จึงต้องปรับเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบใหม่ เปิดทางให้กับสังคมแบบศักดินาเข้ามาแทนที่

ระบบทาสไม่ได้หมดไปเลยทีเดียว ในยุคโบราณเก่าแก่ การรบพุ่งและการกวาดต้อนเชลย ให้กลายเป็นทาสนั้น ถูกแปรเปลี่ยนรูปแบบไป เช่น ในยุคศักดินา รูปแบบการใช้แรงงานทาสเป็น การเกณฑ์แรงงาน การส่งส่วย และการส่งเครื่องบรรณาการ และการค้าทาสยังเกลื่อนกลาด ต่อเนื่องมานับศตวรรษทีเดียว แม้ในยุคของลัทธิพาณิชนิยม ก่อนหน้าการกำเนิดขึ้นของสังคมแบบทุนนิยมนั้น ยังต้องอาศัยการใช้แรงงานทาส ด้วยการใช้กำลัง อาวุธปืน เข้าปล้น สะดม กวาดต้อนผู้คนให้กลายเป็นทาสด้วยการนำมาทำการซื้อขาย ดังเช่นการนำทาสผิวดำ จากอาฟริกา มาขายเป็นทาสในอเมริกาและในยุโรป เป็นต้น

สังคมครองทาสปรากฎขึ้นในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อยุคบุพกาลในสยามสุวรรณภูมิสลายตัวลง รัฐทาสเกิดขึ้นแห่งแรกคือทวารดี ราว พ.ศ. 400-500 เศษ ซึ่งนักโบราณคดียังถกเถียงกันไม่ยุติว่า อยู่ในช่วงพศ.ใดแน่ เพราะมีการค้นพบโบราณวัตถุและโครงกระดูกมนุษย์อยู่ในช่วงของยุคทวาราวดี

การขยายตัวของการค้าขายระหว่างประเทศที่เฟื่องฟูมากยิ่งขึ้น การผลิตสมัยใหม่นำมาสู่ ความต้องการแรงงานเสรี เพื่อป้อนเข้าสู่การผลิตแบบทุนนิยม ทำให้มีความจำเป็นต้องยกเลิกระบอบทาสในที่สุด เพื่อปลดปล่อยทาสในเรือนเบี้ยที่ถูกควบคุมโดยกษัตริย์และพวกเจ้าขุนมูลนายทั้งหลายให้กลายมาเป็นแรงงานรับจ้าง ประกอบกับการก่อการจราจลลุกขึ้นสู้ของพวกทาส จนเกิดสงครามกลางเมือง ทำให้ระบบทาสนำมาสู่การล่มสลาย แต่ในสังคมไทยมีการยกเลิกระบอบทาสในสมัยรัฐกาลที่ 5 นั้นไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อหรือเกิดสงครามกลางเมืองแต่ประการใด

ครั้นเมื่อสังคมไทย กลายมาสังคมยุคใหม่ การค้าขายระหว่างประเทศกลายมาเป็นการลงทุนระหว่างประเทศ ในการแสวงหาแรงงานและวัตถุดิบราคาถูก ประเทศด้อยพัฒนาและยากจนทั้งหลายถูกบีบบังคับให้เปิดประเทศเพื่อให้เกิดการค้าเสรีอย่างกว้างขวางไร้ขีดจำกัด การส่งเสริมการลงทุน และการส่งออก เป็นแนวทางการพัฒนาประเทศ ทำให้ชาวนา ชาวไร่ ในภาคเกษตรกรรมล้มละลาย ต้องอพยพเข้ามาขายแรงงานในเขตอุตสาหกรรม

ในทศวรรษที่ 60 เป็นต้นมา ภาวะความเป็นทาสได้ปรากฏขึ้นให้เห็นอย่างเด่นชัด นั่นก็คือ การที่เด็กและสตรีที่หนีความยากจนในชนบท เข้ามาขายแรงงานในกรุงเทพและเขตอุตสาหกรรม จะถูก พวกจัดหางานที่เฝ้าอยู่ที่ชานชาลารถไฟหรือสถานีรถขนส่งจับมากักขังไว้ เพื่อรอให้มีนายจ้างเข้ามาซื้อตัว ด้วยราคาค่านายหน้าหัวละ 1500-3000 บาท และนำไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม แรงงานเด็กและสตรีเหล่านี้ถูกบีบบังคับให้ทำงานอย่างทารุณโหดร้าย ทั้งที่เป็นการบีบบังคับโดยตรงและโดยอ้อม และกระทั่งถูกนำไปเข้าซ่องโสเภณี

ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า ส่วนหนึ่งของความเจริญมั่งคั่งและการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองไทยนั้นมันมาจากแรงงานหญิงและเด็กที่ถูกทารุณกรรมเยี่ยงทาสและมีอยู่ทั่วไปในช่วงการขยายตัวทางเศรษฐกิจการส่งออกในราวทศวรรษที่ 1960 – 1980

ปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนได้ประกาศไว้ว่า บุคคลใดจะถูกบังคับให้เป็นทาส หรืออยู่ภาระจำยอมใดๆ มิได้ การเป็นทาสและการค้าทาสจะมีไม่ได้ทุกรูปแบบ ถูกนำมารณรงค์อย่างกว้างขวางเพื่อขจัดการค้าทาสและภาวะความเป็นทาส การณรงค์ต่อต้านการใช้แรงงานเด็กเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง การค้าขายระหว่างประเทศกำหนดข้อห้ามการใช้แรงงานเด็กและการบังคับใช้แรงงาน เพื่อประกันได้ว่า ในกระบวนการผลิตนั้นจะไม่มีรูปแบบการค้าทาสเกิดขึ้นอีก

ทุกวันนี้ การใช้แรงงานเด็กและสตรีอย่างทารุณโหดร้ายจึงมีให้เห็นน้อยมาก ที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าสื่อมวลชนมักจะเป็นโรงงานห้องแถวขนาดเล็ก ที่สามารถปิดบังการใช้แรงงานเด็กและสตรีไว้ และโดยมากเป็นการใช้แรงงานต่างด้าว จากพม่า ลาว เขมร กันมากกว่าการใช้แรงงานคนไทย

ทุรยุคจัญไรสมัย ยุคของทุนนิยมครอบโลก

แต่ความพยายามที่จะใช้แรงงานแบบทาสไม่ได้สูญสิ้นไปจากสังคมไทย โรงงานอุตสาสหกรรมจำนวนมาก มีการเคลื่อนย้ายการลงทุนจากเขตอุตสาหกรรมที่อยู่ไกล้กรุงเทพฯ ไปยังชนบท เช่น ไปเปิดโรงงานในภาคอีสาน เปิดโรงงานบริเวณเขตพรมแดน ภายใต้การส่งเสริมการลงทุน ซึ่งรัฐอุดหนุนให้ได้รับสิทธิพิเศษ เช่น การยกเว้นภาษีเครื่องจักร วัตถุดิบ

กระทั่งการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ปล่อยให้เกิดการใช้แรงงานแบบทาสขึ้นมาใหม่อีกครั้ง อย่างเช่น การทารุณกรรมเยี่ยงทาส ที่เกิดขึ้นกับแรงงานพม่า ในโรงงานอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อการส่งออก ในบริเวณชายแดนแม่สอด จังหวัดแม่ฮ่องสอน โรงงานแถวนั้นบีบบังคับให้แรงงานพม่าต้องทำงานยาวนานชั่วโมง ถึงวันละ 16 ชั่วโมง ไม่ได้รับค่าจ้างต่ำ ไม่มีการปฏิบัติบังคับใช้กฎหมายแรงงาน กระทั่งมีการข่มขืนแรงงานสตรีที่ทำงานในโรงงานเหล่านี้ อยู่บ่อยครั้ง

ภาวะการว่างงานและความยากจน เป็นสิ่งที่ทำให้นายทุนสามารถบังคับทารุณกรรมการใช้แรงงานเยี่ยงทาสได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีบรรดาข้าราชการทั้งหลายที่ยอมรับว่ามีความจำเป็นต้องให้มีการใช้แรงงานเยี่ยงทาสในสังคมไทย พวกเขาพยายามจะอธิบายว่า ภาวะความเป็นทาส ต้องดำรงอยู่กันต่อไป เพราะมนุษย์นั้นย่อมไม่เท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ

ตัวอย่างแบบนี้ มีให้เห็นเมื่อวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2548 ที่ผ่านมา พนักงานบริษัททริม อินเตอร์เนชั่นแนล จังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยสหภาพแรงงานต่างๆ ในกรุงเทพฯ มาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอความเห็นใจจากรัฐบาล เพียงเพราะว่า เมื่อได้เรียกร้องให้นายจ้างจัดรถรับส่ง และให้ช่วยเหลือหญิงตั้งครรภ์เดือนละ 300 บาทเป็นเวลา 2 เดือนก่อนการคลอดบุตร ซึ่งคิดเป็นเงินลงทุนเพียงแค่ไม่เกิน 3000 บาทต่อปี แต่พวกคนงานเหล่านี้กลับถูกนายจ้างปิดงาน กระทั่งถูกไล่ออกจากงานไป โดยที่เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานต่างพากันนิ่งเฉยต่อชะตากรรมของคนงานเหล่านี้ สภาวะแบบนี้ดูเหมือนว่า ไม่มีการทารุณกรรมหรือเป็นการใช้แรงงานแบบทาส เพราะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สภาพการของพวกเขานั้น ต้องทำงานแบบไม่มีทางเลือก หากทำการเรียกร้องย่อมหมายถึงโอกาสถูกปิดงานหรือถูกไล่ออกจากงานมีมาก ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะต้องทนทุกข์ทรมานทำงานกันต่อไป โดยไม่ต้องการใช้เสรีภาพใดๆทั้งสิ้น

ภาวะความเป็นทาส ยังมีการพัฒนารูปแบบใหม่ ภายใต้ข้ออ้างของการค้าเสรีอีกด้วย นั่นก็คือ เพราะแทนที่การใช้แรงงานแบบทาสโดยตรงแบบเก่าโบราณนั้น กลับสร้างเงื่อนไข ทำให้รูปแบบการใช้แรงงานแบบทาสนั้นมองไม่เห็น ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ เป็นความจำเป็นภายใต้คำว่า ยุคของการพัฒนา ในขณะเดียวกันก็ทำให้หลายคนเพลิดเพลินไปกับภาษาใหม่ สร้างความชอบธรรมให้กับ การค้าทาสสมัยใหม่ในยุคนี้ นั่นก็คือ ใช้คำว่าเป็น รูปแบบการจ้างงานเหมาช่วงและการจ้างงานรับเหมาค่าแรง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง แต่ในทศวรรษใหม่ยุคของโลกไร้พรมแดนในยุคที่ เรียกกันว่าโลกาภิวัฒน์ การค้าทาส และการใช้แรงงานเยี่ยงทาสนั้นถูกนำมาใช้ด้วยถ้อยคำใหม่ อย่างเช่น ใช้คำว่า รับเหมาช่วง ( Sub Contractors) การจ้างงานไม่เป็นทางการ (Informal Sector) การจ้างงานนอกระบบ หรือเอ้าท์ซอสซิ่ง (Out Sourcing)

พวกนักวิชาการและข้าราชการ บางส่วนที่ทำหน้าที่เป็นลูกหาบของระบบนายทุนต่างพากันป่าวประกาศว่า ระบบทุนนิยมในสังคมไทยจะอยู่รอดได้นั้น จำเป็นต้องปรับตัวเอง เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้มากที่สุด ปรับองค์กรการผลิตให้มีความยืดหยุ่นได้สูงเพื่อการแข่งขันการค้าระหว่างประเทศ การป่าวประกาศเช่นนี้ โดยเนื้อแท้แล้วก็คือ ความต้องการจะกดขี่ขูดรีดพวกผู้ใช้แรงงาน เพื่อผลกำไรสูงสุดในระบบทุนนิยม พวกมันต้องการทำให้เกิดการใช้แรงงานแบบยืดหยุ่น กล่าวคือ เมื่อมีการจ้างงานก็จ้างกันเข้ามาด้วยค่าจ้างโครตต่ำ และถ้าไม่มีการผลิตมากนักก็เหวี่ยงพวกผู้ใช้แรงงานเหล่านี้ออกไปกองไว้อยู่ข้างนอกโรงงานราวกับขยะมูลฝอย การกระทำแบบนี้ไม่ต่างไปกับสันดานของสัตว์ป่าที่ต้องการจะเขมือบกลืนกินเหยื่อของพวกมันอย่างโหดร้ายทารุณ

รูปแบบการจ้างงานแบบนี้ซ่อนเร้นด้วยภาวะความเป็นทาส โดยแรงงานอพยพจากชนบทจะพากันเข้ามาหางานในเขตอุตสาหกรรม แต่ทว่ามีเพียงทางเลือกทางเดียวนั่นก็คือ การเข้าไปสมัครงานกับบริษัทรับเหมาช่วงหรือที่มักเรียกกันว่า บริษัท แมนพาวเวอร์ เอาท์ซอสซิ่ง หรือบริษัททรัพยากรมนุษย์ ซึ่งบริษัทเหล่านี้ทำหน้าที่เพียงแค่ขายใบสมัครงานให้แรงงานอพยพเหล่านี้ กรอกข้อมูลในใบสมัครงาน และ นำไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม โดยถือว่าพวกคนงานเหล่านี้เป็นลูกจ้างของบริษัทรับเหมาจ่ายค่าแรง ไม่ใช่เป็นลูกจ้างของโรงงานอุตสาหกรรม

ทุกวันนี้การจ้างงานแบบเหมาช่วงภายในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมกำลังขยายตัวอย่างกว้างขวาง แต่เดิมการจ้างคนงานเหมาช่วง เป็นเพียงการนำงานบางส่วนออกไปว่าจ้างผลิตภายนอกโรงงานอุตสาหกรรม เช่นในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า หรือการประดิษฐ์ดอกไม้นำงานบางส่วนไปให้คนงานทำที่บ้าน แต่ในปัจจุบัน ไม่ต้องนำงานออกไปว่าจ้างภายนอกแล้ว บรรดาโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ว่าจ้างบริษัทเอกชนให้นำคนงานเข้ามาทำงานในกระบวนการผลิตเช่นเดียวกับคนงานประจำ แต่มีค่าจ้างและสวัสดิการน้อยกว่าคนงานประจำเป็นอย่างมาก และนับวันจำนวนคนงานประจำจะลดน้อยถอยลงไปอย่างมาก ในขณะที่จำนวนคนงานเหมาช่วงจะเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นการจ้างงานส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้

ชีวิตความเป็นอยู่ของคนงานเหมาช่วงเหล่านี้ จึงมีมาตรฐานแรงงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานตามหลักสิทธิมนุษยชนที่ควรจะได้รับ เนื่องจากค่าจ้างขั้นต่ำที่ต่ำเป็นอย่างมากพวกเขาดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการทำงานล่วงเวลาเท่านั้น จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำงานล่วงเวลากันไปตลอดชีวิต

ภาวะเช่นนี้คือภาวะจำยอมที่ต้องกลายเป็นทาสการทำงานยาวนานชั่วโมง และไม่กล้าจะเรียกร้องสิทธิใดๆ ทั้งสิ้น หรือถ้าหากเหลืออดเหลือทน ประเภทเลือดเข้าตาแล้วท่านั้น จึงจะไปใช้สิทธิร้องเรียนกับพวกข้าราชการกระทรวงแรงงาน ซึ่งดูเหมือนว่าจะไร้ซึ่งความหมาย เพราะพวกข้าราชการเหล่านี้ มีความคิดจิตสำนึกไปในทางรับใช้นายทุนเสียส่วนมาก ดังนั้นพวกเขาก็จะทำหน้าที่บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นมันแก้ไขอะไรได้ไม่มากนัก หรือไม่ก็อาจจะเตะถ่วงเวลาให้เนิ่นนานออกไป จนเกิดความเบื่อหน่าย จะทำหน้าที่เป็นสภาวะแบบนี้เรียกว่า การจ้างงานเชิงบังคับแบบทางอ้อม และเป็นการใช้แรงงานแบบทาส ตามนิยามของคำว่าทาส ในพจนานุกรมของมติชน

ค่าจ้างที่คนงานพวกนี้ได้รับมันคือเศษเงินชัดๆ และสามารถนำมาซื้อได้แค่เพียงแค่เศษอาหาร ที่พอจะยัดเข้าปากให้มันลงท้องเข้าไป เท่านั้น ไม่ได้มีรสชาติอันน่าอภิรมภ์แม้แต่น้อย เศษอาหารเหล่านี้มีไว้กินก็เพียงแค่พอจะทำให้ปอดทำงานและมีลมหายใจอยู่เท่านั้น ส่วนที่พักอาศัยนั้นย่อมจะดูดีกว่าเล้าไก่ เล้าเป็ด เท่านั้น เพราะพวกเขาอาศัยกันอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่อดอู้ คับแคบ และยังต้องจ่ายด้วยค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ราคาแพง แต่ก็ต้องจำใจอยู่อาศัย ให้พอมีคำว่า เศษมนุษย์เหลืออยู่บ้าง

ไม่ต้องเอื้อยเอ่ยถึง ความบันเทิงและการพักผ่อนหย่อนใจ เหมือนกับนายทุนหรือคนร่ำรวยทั่วไป เพราะค่าตั๋วดูหนังใหญ่ ในห้างสรรพสินค้า นั้นราคาถึง 100 – 120 บาท กันแล้ว หากจะมีน้ำอัดลมและข้าวโพดไว้ขบเคี้ยวเล่นระหว่างดูหนังให้ดูว่าพอจะมีรสนิยมเหมือนกับคนอื่นเขาบ้าง ต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มอีกนับร้อยบาท สรุปแล้วค่าจ้างไม่พอจะยัดห่าอยู่แล้วจะไปดูหนังกันทำไมกัน

และไม่ต้องไปพิจารณาเรื่อง ของการยกระดับความรับรู้ในยุคข่าวสารสมัยใหม่ เพราะค่าจ้างที่ได้รับนั้น มันต่ำอย่างถาวรไปตลอดชั่วโครตอายุขัย กันแล้ว ส่วนการทำงานก็หนักหน่วงเหน็ดเหนื่อยแสนเข็ญ ยาวนานชั่วโมง ไม่มีเรี่ยวแรงจะอ่านหนังสือ ฟังข่าวสารของบ้านเมือง และไม่มีเวลาพอในการเจียดเวลาไปร่ำเรียนได้ ในที่สุด พวกเขาเหล่านี้ก็ตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า จน เจ็บ และ ถูกทำให้ โง่เขลา กลายเป็นวัฏจักรหมุนเวียนอยู่แบบนี้ไปตลอดตราบเท่าที่เรายังยอมรับให้มีการจ้างงานแบบเหมาช่วงในกระบวนการผลิตหรือ การจ้างงานแบบรับเหมาจ่ายค่าแรงที่กำลังกลาดเกลื่อนกันทั่วท้องฟ้าเมืองไทย

นี่แหละสังคมไทยที่เปลือกนอกดูสวยหรู อร่ามตา เจริญและทันสมัยเสียเหลือเกิน แต่เนื้อในที่แท้มันเน่าเฟะ และบัดซบสิ้นดี เพราะกรรมกรไทย ผู้ที่ทำให้สังคมเจริญก้าวหน้า ด้วยตัวเลขการส่งออก นำรายได้งดงามเข้าประเทศ จนทำให้รัฐบาลทักษิณเชิดหน้าชูตา เป็นที่สรรเสริญกันทั่วประเทศว่าเป็นสุดยอดนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยนั้น ในด้านชีวิตความเป็นอยู่ของกรรมกรไทยเหล่านี้ จำนวนส่วนใหญ่ที่สุดกลับยากจน ข้นแค้น ที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี มีวิถีชีวิตเยี่ยงทาส ทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างเห็นได้ชัดเจนที่สุด โดยมีธุรกิจการค้าทาสแบบใหม่ที่เป็นเสมือนการทำนาบนหลังคน กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และร่ำรวยกันเป็นล่ำเป็นสันด้วยการสนับสนุนของข้าราชการและนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร นี่แหละ สังคมระยำสมัย ที่ก่อตัวขึ้นมาในยุคทักษิณ เรืองอำนาจการเมือง ....ถุย!

 

อ่านต่อตอนจบหน้าถัดไป

สมยศ พฤกษาเกษมสุข