ค่าจ้างขั้นต่ำ 233 บาท ยังอีกยาวไกลกว่าจะถึงเส้นชัย
 

 

การเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาท เป็นข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานที่เกิดขึ้นทันภายหลังจากคำกล่าวของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในรายการ “ นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน” ทางคลื่นเอฟ.เอ็ม 92.5 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศ ไทยของวันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม 2547 โดยส่วนหนึ่งนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรกล่าวไว้ว่า

การปรับปรุงค่าตอบแทนเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพข้าราชการระดับต้น เนื่องจากเราเห็นว่า ข้าราชการนั้น ถ้าจะให้เขาทำงานได้ดี ให้อยู่ได้ ต้องถามว่าชีวิตความเป็นจริงแล้ว เจ้าหน้าที่ระดับล่าง ๆ ระดับเด็ก ๆ เขามีค่าใช้จ่ายกันเท่าไรที่พึงจะอยู่ได้ ไม่ใช่ว่าวันนี้เช้ามาทำงาน แต่ใจนั่งคิดว่าจะเอาเงินที่ไหนไปให้ลูกเรียนหนังสือ และจะทำอย่างไรดี จะเอาเงินที่ไหนกิน จ่ายค่าเช่าบ้าน เอาไปคำนวณกัน จึงคิดว่า 7,000 บาทน่าจะอยู่ในระดับที่เขาอยู่ได้ ในฐานะที่เป็นข้าราชการจะอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี สมฐานะตามอาชีพ

ต่อมารัฐบาลจึงทำการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการในอัตราขั้นต่ำสุดเดือนละ 7000 บาท ซึ่งรวมถึงพนักงานรัฐวิสาหกิจด้วย ดังนั้นในส่วนของพนักงานในภาคเอกชน จึงเริ่มมีแนวความคิดที่จะอ้างอิงในหลักการดังกล่าว เป็นมาของข้อเรียกร้องในการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาท ซึ่งริเริ่มโดยกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี ที่มีนางสุกานตา สุใผ่ตาเป็นประธานกลุ่มและต่อมาคณะกรรมการสมานฉันท์ ที่มีนางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย และนาย สมศักดิ์ โกสัยสุข เป็นแกนนำได้ทำการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในวันที่ 1 พฤษภาคม 2548 และวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 ตามลำดับ

ก่อนจะกลายมาเป็นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาทดังกล่าวมานี้ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงาน ได้ร่วมกับองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในวันที่ 14 ตุลาคม 2547 โดยการเรียกร้องให้มีการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเพียงวันละ 200 บาทเท่ากันทั่วประเทศ และให้แก้ไขกฎหมายแรงงานกำหนดให้ค่าจ้างขั้นต่ำหมายถึงค่าจ้างที่คำนวณจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีพสำหรับคนงานหนึ่งคนและสมาชิกในครอบครัวอีกสองคน พร้อมทั้งให้มีการยกเลิกอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดอีกด้วย

การนำเสนอข้อเรียกร้องที่มีลักษณะก้าวกระโดดจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2548 วันละ 175 บาท เป็น 233 บาท เช่นนี้เองที่ทำให้คณะกรรมการค่าจ้างกลางไม่ได้มีการหยิบยกมาพิจารณา ข้อเรียกร้องนี้จึงเงียบเฉยมาโดยตลอด แม้กระทั่งในเวลาต่อมานายกรัฐมนตรีทักษิณ ยังได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ข้อเรียกร้องให้ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มเป้นวันละ 233 บาท นั้นเป็นข้อเรียกร้องที่สูงเกินไป

และเมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ราคาน้ำมัน ในเดือนกรกฎาคม 2548 รัฐบาลได้ออกมาตรการ

แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ โดยเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและเงินบำนาญข้าราชการอีก 5% ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ใช้วงเงินรวม2 หมื่นล้านบาท
พ. ต. ท. ทักษิณกล่าวว่า ให้คณะกรรมการไตรภาคีพิจารณาเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ มีการคุยเบื้องต้นที่วันละ 6 บาท มี

ผลวันที่ 1 สิงหาคม 2548 โดยที่ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานได้นำคนงานจำนวนกว่า 3000 คนออกมาเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233บาทเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลทำให้มีการ เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นอีกจากเดิมวันละ 169 บาทเป็นวันละ 175บาท

ความพยายามในการเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาทของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานยังคงต่อเนื่องจนกระทั่งในวันที่ 14 ตุลาคม 2548 จึงได้มีการนำคนงานจำนวนกว่า 3000 คนออกมาเดินขบวนเรียกร้องรัฐบาลอีกครั้งแต่การเรียกร้องครั้งนี้ไม่ได้รับการตอบสนองแต่ประการใดจากรัฐบาลทักษิณ จนกระทั่งในเดือนมกราคม 2549 คณะกรรมการค่าจ้างกลางจึงมีมติเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 184 บาทตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้

การเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาท จึงดูเหมือนว่ายังอยู่อีกยาวไกลทีเดียวแม้เวลาล่วงเลยมากว่าหนึ่งปีแล้ว ปัญหาอุปสรรคสำคัญยังคงอยู่ที่คณะกรรมการค่าจ้างกลาง เพราะแม้แต่ ตัวแทนฝ่ายลูกจ้างในคณะกรรมการค่าจ้างกลางยังไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องดังกล่าว ดังเช่น นาย พนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทยที่ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า การเรียกร้องเป็นการสมมุติฐานเป็นการพูดส่งเดช ไม่มีเหตุผลอะไรเลย เพียงแต่เอาเงินเดือนข้าราชการขั้นต่ำ 7000 บาท ตั้งหารด้วย 30 วันได้เป็นค่าจ้างวันละ 233 บาท เท่านี้เอง ด้วยเหตุนี้แม้ฝ่ายการเมืองอย่างนาย สมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งขึ้นชื่อกันว่าเป็นรัฐมนตรีที่ไกล้ชิดกับคนยากจน จะแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ใช้แรงงานเท่าไรก็ตาม ก็ไม่อาจมีอานุภาพเพียงพอจะผลักดันให้คณะกรรมการค่าจ้างกลางมีมติขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาทได้ เพราะทั้งนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างในคณะกรรมการค่าจ้างกลางบางส่วนดูเหมือนว่าจะมีความเห็นสอดคล้องกัน และมองว่าการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำนั้นเป็นการหาเสียงของนักการเมืองเสียมากกว่าเป้นอย่างอื่น

กระทั่งล่าสุด จึงได้มีการนำเสนอมาตรการพิเศษที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงาน ด้วยการนำเงินจากกองทุนประกันสังคมมาอุดหนุนรายได้ของผู้ใช้แรงงานด้วยการจัดทำเป็นคูปองนำไปใช้ซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค ได้ในอัตราเดือนละ 400 บาท แต่มาตรการดังกล่าวนี้ทางองค์กรของผู้ใช้แรงงาน อย่างเช่น พันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย ในวันที่ 8 มิถุนายน 2549 ได้ออกมาเรียกร้องเพื่อขอให้เปลี่ยนแปลงจากเงินคูปองให้เป็นเงินสด โดยจ่ายให้กับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมอย่างเท่าเทียมกันเป็นระยะเวลา หนึ่งปี ซึ่งดูเหมือนว่าจะได้รับแรงสนับสนุนเป็นอย่างดี เพราะมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการเยียวยา ระยะสั้น ให้กับผู้ใช้แรงงานในยุคของน้ำมันแพง ค่าแรงต่ำในปัจจุบันนี้

การไปสู่เป้าหมายของค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาทจึงดูเหมือนยังอยู่อีกยาวไกล แม้ว่าสถาวะการครองชีพจะมีระดับความรุนแรงจนกระทั่งทุกฝ่ายนั้นเห็นว่า ฐานะชีวิตความเป้ฯอยู่ของผู้ใช้แรงงานนั้นแร้นแค้น อดอยาก ยากจนเป็นอย่างยิ่ง จนอาจกล่าวได้ว่า ทุกคนล้วนแล้วแต่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ดินพอกหางหมู มากยิ่งขึ้นทุกวัน

ล่าสุดพันธมิตรสหภาพแรงงาปนระชาธิปไตย (พสป) ได้ยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานนาย สมศักดิ์ เทพสุทิน เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา โดยหนังสือระบุว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่กรกฎาคม 2548 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกันยายน 2548 เพื่มสูงขึ้นร้อยละ 6 และในเดือนพฤษภาคม 2549 ที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นไปอีก 6เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ ค่าไฟฟ้าฐานเฉลี่ยที่ราคาหน่วยละประมาณ 2.25 บาท จะทำให้ค่าไฟ ฟ้าเรียกเก็บจากประชาชนเพิ่มเป็นหน่วยละ 3.01 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6.73% ปรับขึ้นจาก 5.50 บาท เป็น 6.50 บาท รถเมล์ร้อน ขสมก. ปรับขึ้นจาก 6 บาท เป็น 7 บาท รถเมล์ร้อนร่วม ขสมก. ปรับขึ้นจาก 7 บาท เป็น 8 บาท รถเมล์ปรับอากาศ ปรับขึ้นระยะละ 1 บาท โดยเริ่มต้น 8 กิโลเมตรแรก จากเดิม 10 บาท เป็น 11 บาท และระยะต่อไปคิดในอัตราอีกระยะละ 1 บาท จึงเห็นสมควรเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 233 บาทต่อไป

สำหรับผู้ใช้แรงงาน แรงผลักดัน เชิงเหตุผลอย่างเดียวคงจะไม่เพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมายในการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าว มีความจำเป็นที่จะต้องใช้แรงผลักดันทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึงเอกภาพความเป็นหนึ่งเดียวของขบวนการแรงงานและการรวมพลังทางการเมือง ซึ่งดูเหมือนว่า จะยังคงแตกแตกแยกและไร้ทิศทางการทำงานร่วมกัน ทำให้ขบวนการแรงงานไร้อำนาจการต่อรอง รวมทั้งยังปรากฎอีกว่ามีผู้นำแรงงานหลายคนด้วยกันที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในไตรภาคีชุดต่างๆที่แสดงตนเป็นปฏิปักษ์กับผลประโยชน์ของกรรมกร จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับการผลักดันให้มีการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาท

หนทางข้างหน้าจึงไม่ใช่เพียงแต่การสำแดงพลังของผู้ใช้แรงงานเพื่อผลักดันข้อเรียกร้องที่เป็นจริง แต่หมายถึงการสร้างเอกภาพของขบวนการแรงงาน รวมทั้งการที่จะต้องปฏิรูประบบไตรภาคีให้มีความก้าวหน้า เพื่อจะได้ตัวแทนฝ่ายลูกจ้างที่แท้จริงและมีความสามารถเพียงพอในการต่อสู้ภายในระบบไตรภาคีด้วยกันเอง

 

สมยศ พฤกษาเกษมสุข

พิมพ์ไทย 17.6.06

( ล้อมกรอบ)

 

คำกล่าวของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ในรายการ “ นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน”

ทางคลื่นเอฟ.เอ็ม 92.5 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

เวลา 08.00 น. วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม 2547

 

การปรับปรุงค่าตอบแทนเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพข้าราชการระดับต้น เนื่องจากเราเห็นว่า ข้าราชการนั้น ถ้าจะให้เขาทำงานได้ดี ให้อยู่ได้ ต้องถามว่าชีวิตความเป็นจริงแล้ว เจ้าหน้าที่ระดับล่าง ๆ ระดับเด็ก ๆ เขามีค่าใช้จ่ายกันเท่าไรที่พึงจะอยู่ได้ ไม่ใช่ว่าวันนี้เช้ามาทำงาน แต่ใจนั่งคิดว่าจะเอาเงินที่ไหนไปให้ลูกเรียนหนังสือ และจะทำอย่างไรดี จะเอาเงินที่ไหนกิน จ่ายค่าเช่าบ้าน เอาไปคำนวณกัน จึงคิดว่า 7,000 บาทน่าจะอยู่ในระดับที่เขาอยู่ได้ ในฐานะที่เป็นข้าราชการจะอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี สมฐานะตามอาชีพ ไม่ใช่ว่าเหลือเฟือ จึงมีการเพิ่มค่าครองชีพ ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนนะครับ เป็นค่าครองชีพพิเศษชั่วคราว เพื่อให้เขาอยู่ได้ จนกว่าในอนาคตถ้ามีการปรับฐานเงินเดือนมาถึงระดับนี้แล้ว จะยกเลิกค่าครองชีพหรือลดค่าครองชีพลง อันนี้ถือว่าให้ชั่วคราวจนกว่าจะมีรายได้หลักที่เกิน ใช้วิธีว่าคนที่เงินเดือนไม่ถึง 10,000 บาท จะให้ค่าครองชีพคนละ 1,000 บาท จนถึง 10,000 บาท ถ้าได้เงินเดือน 9,500 บาท จะได้ค่าครองชีพ 500 บาท และถ้าได้ ค่าครองชีพ 1,000 บาทแล้ว ยังไม่ถึง 7,000 บาท จะเติมให้ถึง 7,000 บาท คือ 7,000 บาท เป็นขั้นต่ำไป เพื่อที่จะให้เขาอยู่ได้ จะเกี่ยวพันกับข้าราชการและลูกจ้างประจำของพลเรือน ข้าราชการอัยการ ข้าราชการทหาร และข้าราชการตำรวจ รวมแล้ว 350,000 คนโดยประมาณที่เกี่ยวข้อง และจะใช้งบฯ ปีละ 3,700 ล้านบาท ได้จัดสรรงบฯ ไปแล้ว เพื่อจะให้ข้าราชการชั้นผู้น้อยมีสถานะความเป็นอยู่ที่อยู่ได้ คือวันนี้ถ้าเราดูแลคนฐานราก เกษตรกร คนจน ข้าราชการชั้นผู้น้อย ถ้าคนเหล่านี้เข้มแข็ง ประเทศก็เข้มแข็งเหมือน ฐานรากของบ้าน ถ้าเรามีเสาเข็มผุ มีฐานรากทรุดโทรม บ้านโดนลมหนัก ๆ ก็ล้มแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าเสาเข็มแข็ง ฐานรากแข็ง บ้านก็แข็ง พอบ้านแข็งแล้ว เราจะแต่งบ้านให้สวยงามอย่างไรก็ได้ หมายความว่าคนระดับที่มีรายได้ดีกว่า ก็ดีโดยอัตโนมัติ เพราะเนื่องจากว่าระบบเศรษฐกิจเป็นระบบเชื่อมโยง ถ้าฐานรากคือเกษตรกร ชาวบ้าน คนจน ข้าราชการชั้นผู้น้อยอยู่ได้ดี เศรษฐกิจจะมั่นคงแข็งแรงมาก เพราะว่าคนเหล่านี้มีสตางค์ เขามีเพื่อใช้จ่ายให้อยู่ได้วัน ๆ หนึ่ง ไม่ได้เหลือเฟืออะไรมากมาย แต่ว่าวันนี้มีไม่พอ ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเดือดร้อนกันหมด ”

คำกล่าวของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ในรายการ “ นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน”

ทางคลื่นเอฟ.เอ็ม 92.5 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

เวลา 08.00 น. วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม 2547