ภาวะสังคม ปี 2549 จุดเสื่อมถอยประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ สมยศ พฤกษาเกษมสุข |
พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวอย่างมั่นใจในรายการ “ นายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน” เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2549 ว่า สังคมไทยปี 49 ดีกว่าปีที่แล้ว ทุก ๆ อย่างจะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยตั้งความมุ่งมั่นว่า จะทุ่มเทให้กับการสร้างความทันสมัยในโครงการขนาดใหญ่เสียมากกว่ามิติทางสังคม ซึ่งถ้าหากมองดูกันให้ลึกลงไปในภาวะสังคมที่เกิดขึ้นในรอบปี 2548 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าได้เกิดวิกฤติการณ์ทางสังคมขึ้นมาแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะมีโหมกระแสประชานิยมอีกรอบหนึ่งด้วยถ้อยคำประดิษฐ์กินใจผู้คนในสังคม หรือสร้างภาพเรียลลิตี้โชว์สักเพียงใดก็ตาม ก็ไม่อาจที่จะกลบเกลื่อนปัญหาทางด้านสังคมที่เริ่มมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อย่าลืมว่า แนวทางหลักทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลทักษิณ 2 คือ เดินตามหนทางแห่งการค้าเสรี สอดคล้องกับอิทธิพลของทุนนิยมครอบโลก ที่มีสหรัฐเป็นแม่บท แนวทางนี้ จะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของ กลไกตลาด ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การแก่งแย่ง ในลักษณะของปลาใหญ่กินปลาเล็ก เพื่อการแสวงหากำไรและการสะสมทุน ซึ่งหมายถึงคนเพียงจำนวนหนึ่งที่จะได้เป็นผู้ชนะจากการแข่งขัน และจะมีคนจำนวนมากจะกลายเป็นผู้แพ้ กลายเป็นบุคคลล้มละลาย สิ้นหวัง ในที่สุดจะนำมาสู่เป็นวิกฤติการณ์ทางสังคมที่เริ่มก่อตัวขึ้นแล้วในช่วงของรัฐบาลทักษิณ ดังจะเห็นได้จากภาวะสังคมที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2548 ที่ผ่านมา ประการแรก กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยเมื่อปี 2548 ว่าคนไทยร้อยละ 5 หรือประมาณ 3 ล้านคน เป็นโรคซึมเศร้า มีความเสี่ยงทำร้ายตัวเองและอยากฆ่าตัวตาย พบว่าผู้หญิงเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า แต่ผู้ชายมีอัตราฆ่าตายสูงกว่า ซึ่งกลุ่มนี้ร้อยละ 50 เป็นโรคซึมเศร้า ในไทยอัตราการฆ่าตัวตายพบเฉลี่ยวันละ 13 คน หรือปีละกว่า 4,000 คน สาเหตุหลักมาจากโรคซึมเศร้าอันเนื่องมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความผิดหวังในชีวิตความรักและการทำงาน การเจ็บป่วย การติดสุรา เป็นต้น ความผิดหวังจนกลายเป็นโรคจิต โรคปราสาท หรือ ผิดหวัง จนกระทั่งตัดสินใจฆ่าตัวตายนั้นเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงอาการป่วยไข้ของสังคมที่เกิดขึ้นมา สะท้อนให้เห็นว่าแนวทางประชานิยมที่รับใช้การค้าเสรีนั้นล้มเหลว และยังแสดงให้เห็นถึงระดับการตกต่ำทางสติปัญญาของคนในสังคมที่ไม่สามารถมองหาทางออกของชีวิตได้ และไม่ใช่การเพียงแค่เอาเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามายัดเยียดในระบบการศึกษา จึงจะสามารถยกระดับสติปัญญาของผู้คนในสังคมได้ ประการที่สอง แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพในระดับครัวเรือน นำมาซึ่งแรงตึงเครียดในครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง การดิ้นรนแข่งขันเอาตัวรอดภายใต้การค้าเสรีนี้ ทำให้ชีวิตครอบครัวและชุมชนแตกสลาย อัตราการหย่าร้างขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วงปีที่ผ่านมา ความสุขในครอบครัวลดน้อยถอยลงตามลำดับ การที่นายกรัฐมนตรีทักษิณกล่าวว่า ชีวิตคนไทยจะมีความสุขในปี 2549 นั้น เป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับความจริงอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนรถเมล์ใหม่ สร้างรถไฟฟ้าใต้ดินด้วยเงินมหาศาล ไม่ได้สร้างสังคมแห่งความสุขที่แท้จริงขึ้นมาเลย เพราะสังคมยังขาดแคลนสวัสดิการพื้นฐานรองรับระบบสังคมสมัยใหม่ อย่างเช่น รัฐบาลไม่ได้เตรียมการสวัสดิการสังคมรองรับปัญหาครอบครัว เช่น ไม่มีสถานรับเลี้ยงเด็กที่เพียงพอ ไม่มีการประกันสังคมให้กับหญิงหม้ายที่หย่าร้างและต้องดูแลบุตรตามลำพัง ครอบครัวยุคใหม่ จึงห่างเหินและแปลกแยกต่อกัน สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สำรวจพบว่า...สถาบันครอบครัวไทยกำลังเผชิญภาวะเช่นนั้นจริงๆ ปี 2539 มีอัตราจดทะเบียนหย่า 3.7 คู่ต่อ 1,000 บ้าน...ปี 2547 อัตราหย่าเพิ่มมาเป็น 5.19 คู่ต่อ 1,000 บ้าน หรือกล่าวได้ว่า จดทะเบียนหย่าเพิ่มถึง 40% ระดับคงวามสุขความอบอุ่นในครอบครัวก็ลดน้อยถอยลงตามลำดับ ตัวเลขดังกล่าว เป็นตัวเลขการนับจดทะเบียนสมรสและหย่าร้างแต่จำนวนมากไม่มีการจดทะเบียนหย่าร้างอย่างเป็นทางการ อัตราการหย่าร้างน่าจะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้ จากการประมาณการณ์คาดว่าทุกๆ 5 คู่ จะมีการหย่าร้าง 1 คู่ และในจำนวนนี้ร้อยละ 80 เด็กกลายเป็นภาระให้กับฝ่ายผู้หญิงตามลำพังแต่ฝ่ายเดียว แรงกดดันทางเศรษฐกิจในชีวิตครอบครัวยังทำให้ผู้หญิงต้องดิ้นรนอพยพไปหางานทำต่างประเทศจำนวนมาก ทำให้ครอบครัวไทยตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด ส่วนหนึ่งยึดค่านิยมแบบใหม่ด้วยการยอมที่จะกลายเป็นเสมือนหนึ่งเมียเช่า รวมทั้งเกิดค่านิยมแบบใหม่ในหมู่บ้านชนบทของไทยที่ผู้หญิงจะได้แต่งงานมีสามีฝรั่ง การหย่าร้างจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายให้ผู้หญิงสามารถฟ้องหย่าสามีเมื่อไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น ปัญหาครอบครัวแตกสลายนี้ นำมาซึ่งปัญหาของเด็กที่ถูกทอดทิ้ง เด็กเร่ร่อน กระทั่งอาชญากรรมในสังคม คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติเปิดเผยว่าในปี 2548 ที่ผ่านมา ปริมาณคดีที่เด็กกระทำผิดเรื่องเพศและยาเสพติดเพิ่มสูงขึ้นฉลี่ยร้อยละ 16 และผลสำรวจเกี่ยวกับปัญหาวัยรุ่น อันดับแรกที่ทำให้วัยรุ่นเครียดและอาจคิดฆ่าตัวตาย คือ ความรัก คิดเป็นร้อยละ 31.77 รองลงมาคือเรื่องการเรียน ประการที่สาม กระแสของการบริโภคนิยม และสังคมเงินตรา ที่ถูกกระตุ้นอย่างหนัก ยังทำให้เกิดความเน่าเฟะทางสังคม ที่หญิงสาวชาวไทย ต่างพากันเดินออกจากบ้าน ออกมาจากตรอก ซอย ที่ต่างๆ มาทำพาสปอร์ต ออกเดินทางไปไปเป็นโสเภณีเมืองนอก ทำรายได้เข้าประเทศทดแทนการขาดดุลย์การค้าของไทย ที่ไม่มีโอกาสเดินทางไปเมืองนอกได้ ต่างพากันออกมาประกอบอาชีพเยี่ยงโสเภณีด้วยรูปแบบต่างๆ การประกอบอาชีพช่างเสริมสวยหรือเป็นหมดนวดธรรมดา ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพและการบริโภคอีกต่อไป จึงจำเป็นต้องขายกามารมณ์ไปด้วย คาดว่าจำนวนหญิงสาวหันเหมาประกอบอาชีพดังกล่าวมีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของประชากรหญิงในประเทศไทยกันแล้ว เศรษฐกิจที่พอกระอ้อมกระแอ้มได้บ้างในปีที่แล้วน่าจะเกิดจากรายได้ที่มาจากน้ำพักน้ำแรงจากการทำงานของหญิงสาวกลุ่มนี้มากกว่าปัจจัยอื่นๆ ประการที่สี่ ความรุนแรงทางสังคม ยังปรากฎออกมาอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อระดับของการก่ออาชญากรรมนั้นเพิ่มสูงขึ้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( สศช.)เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยใน ปี 48 ว่า อาชญากรรมยังคงเพิ่มสูงขึ้น ทั้งคดีชีวิต ร่างกายและเพศ และคดี ประทุษร้ายต่อทรัพย์ โดยมีอัตราเพิ่มจาก 2.16% เป็น 4.39% (ไตรมาสที่สอง) เฉพาะเรื่องความรุนแรงทางเพศ ที่มีการแจ้งความดำเนิคดีเฉลี่ยวันละ 12 ราย หรือ ทุกสองชั่วโมงจะมีหญิงสาวถูกข่มขืนกระทำชำเรา 1 คน ซึ่งในจำนวนนี้คิดเป็นตัวเลขเพียงแค่ 5 เปอร์เว็นต์ ของผู้ที่ถูกข่มขื่นทั้งหมด และในจำนวนนี้เกิดขึ้นในเขตกทม.ถึง 12 เปอร์เซ็นต์ ประการที่ห้า ทางด้านกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันอัตราการเกิดอุบัติเหตุ และเกิดโรคจากการทำงานในประเทศไทยสูงมาก เมื่อเทียบกับสากล ในปีหนึ่งมีผู้ใช้แรงงานเสียชีวิต ที่มารายงานตัวกับกองทุนทดแทนปีละไม่น้อยกว่า 860-1000 คน และที่เจ็บป่วยประสพอันตรายจากการทำงานอีกปีละ 250,000-300 , 000 คน ตัวเลขเหล่านี้ต่ำกว่าความจริงเพราะหน่วยงานสถิติของกระทรวงแรงงานล้าหลัง จัดเก็บเฉพาะที่มารายงานเรียกร้องสิทธิเงินทดแทนเท่านั้น และ เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานเองมักจะหลีกเลี่ยงไม่วินิจฉัยว่าเป็นโรคเกิดจากการทำงานอย่างเช่น โรคปวดหลัง เป็นต้น คาดว่าตัวเลขผู้เจ็บป่วยจากการทำงานน่าจะมากกว่านี้อีกมากหลายเท่าด้วยกัน บรรดาผู้ป่วยเหล่านี้ได้เรียกร้องให้มีองค์กรอิสระที่สามารถทำงานบริหารความปลอดภัยในที่ทำงานอย่างบูรณาการแต่จนกระทั่งบัดนี้ กฎหมายดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นและไม่มีทางจะเกิดขึ้นมาได้ ดังนั้นปี 2549 บรรดาพวกหาเช้ากินค่ำอย่างกรรรมกรจำนวนกว่า 20 ล้านคน นั้นยังคงต้องเผชิญกับอัตราการเสี่ยงตาย เจ็บป่วยและ พิการ เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไรกัน ในเร็ววันข้างหน้านี้ สินค้าอุปโภคบริโภคจะปรับขึ้นราคากันอีกระลอกหนึ่ง อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งกระฉูดไปอีกไม่น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ศึกษาในเรื่องต้นทุนและผลกำไรจึงปล่อยให้ราคาสินค้าลอยตัวสูงขึ้น ในขณะที่ ค่าจ้าง เงินเดือนของคนทำงาน ระดับชนชั้นกลาง ถูกลดทอนลงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ กรรมกรระดับล่างมีแต่หนี้สินท่วมหัว เพราะค่าจ้างต่ำเกินไป อีกทั้งยัง ถูกนายหน้าหักหัวคิว ในรูปแบบการจ้างงานรับเหมาแรงงานของบริษัทรับเหมาช่วงการจ่ายค่าจ้าง เพียง เพื่อจะได้มีงานทำ มีแต่ลมหายใจรันทดรันทวยในปี 2549 เท่านั้น ทั้งหมดนี้ เป็นภาพทางสังคมที่ฉายให้เห็นเป็นเพียงตัวอย่างของวิกฤติการณ์ทางสังคม ดังนั้น รัฐบาลควรลดความมุ่งมั่นในการนำเงินจำนวนมากมาถลุงในโครงการพัฒนาถนน หนทาง ขนาดใหญ่ แต่สมควรที่จะนำเงินเหล่านี้มาลงทุนทางสังคม เช่น การจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กที่ได้มาตรฐานฟรีครบทุกชุมชน การประกันสังคมของชีวิตครอบครัว หลักประกันการทำงานที่มั่นคง และมีค่าจ้างที่ยุติธรรม มีช่วงเวลาการทำงานที่เหมาะสมไม่ยาวนานเกินไป การควบคุมราคาและคุณภาพสินค้าไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภคเกินไป การพัฒนาสาธารณสุขมูลฐาน ยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจพลังงาน สร้างสวัสดิการสังคมให้เกิดขึ้นทุกด้านอย่างเป็นจริง แทนการลด แลก แจก แถม ของนโยบายประชานิยมเชิงการตลาดในขณะนี้ ประชาชนชาวไทยจึงจะมีความสุขสมปรารถนาของพณฯนายกรัฐมนตรี
สมยศ พฤกษาเกษมสุข พิมพ์ไทย 22.1.06 |