แอลกอฮอล์ ต้นเหตุแห่ง การคุกคามทางเพศ ??
 
 

 

เมื่อต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ข่าวคำพิพากษาของศาลอาญาในคดีที่อดีตข้าราชการระดับ 8 กระทำอนาจารล่วงละเมิดทางเพศต่อพนักงานต้อนรับบนสายการบินไทย และผู้โดยสารอีก 2 คน เมื่อปลายปี 2546 นั้น กลายเป็นกระแสที่สังคมวิพากวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางต่อกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้น เนื่องจากศาลได้ตัดสินลงโทษจำคุกเป็นเวลา 15 ปี ปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี โดยอ้างเหตุว่าจำเลยเคยเป็นข้าราชการได้ประกอบคุณงามความดีจนได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัว

จากกรณีดังกล่าว ส่งผลให้หน่วยงานองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสิทธิสตรีออกมาเคลื่อนไหวด้วยการถวายฎีกาขอให้เรียกคืนเครื่องราชอิสรยาภรณ์คืน โดยระบุว่าคนที่เคยรับเครื่องราชฯ ย่อมรู้ผิดชอบชั่วดี ยับยั้งชั่งใจมากกว่าบุคคลทั่วไป จึงไม่สมควรจะได้รับโอกาสให้รอการลงโทษจำคุกเอาไว้ แต่ควรลงโทษอย่างหนักเพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่ผู้อื่น เพื่อกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันภัยจากการถูกคุกคามทางเพศ อีกทั้งยังมีการเสนอให้งดเสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนสายการบิน เพราะเป็นเหตุที่นำไปสู่การแสดงพฤติกรรมการคุกคามทางเพศให้เกิดขึ้น

เช่นเดียวกันกับเมื่อเกิดความรุนแรงทางเพศเช่น การข่มขื่นกระทำชำระ ผู้กระทำความผิดมักอ้างเอาสาเหตุจากการดื่มสุราจนไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้ จึงทำให้เกิดความคิดความเชื่อว่าหากทำให้ผู้ชายทั้งหลายงดเหล้าแล้ว การข่มขื่นกระทำชำเรากับสตรีเพศจะหมดไปจากสังคมไทย องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานสิทธิสตรี 1 ได้ออกมารณรงค์ทางสังคมให้มีการงดเหล้าด้วยการนำเสนอว่าเหล้าคือสาเหตุของความรุนแรงทางเพศ

ในขณะที่เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม นาง แจ่มศรี สุกโชติรัตน์ นายกสมาคมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (แอร์โฮสเตสและสจ๊วต) บริษัท การบินไทย จำกัด ( มหาชน) พร้อมด้วยนาย พิจิตต์ รอยศิริกุล รองนายกสมาคม และพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนาย เสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอให้ตรวจสอบและหามาตรการป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ

นางแจ่มศรีกล่าวว่า หลังจากมีข่าวผู้โดยสารคุกคามทางเพศต่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน แต่ปัญหาก็ยังเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ และจากผลการศึกษา ปัญหาการคุกคามทางเพศก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ที่น่าเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่งคือยังมีการล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงานอีกด้วย ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ผู้บริหารชายที่มีอำนาจจะใช้อำนาจสั่งโยกย้ายให้พนักงานหญิงมาอยู่ใกล้ชิด ซึ่งพนักงานหญิงต้องทนทรมานพบหน้ากันทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งยังถูกละเมิดทางเพศจากพนักงานระดับเดียวกันด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้บริษัทการบินไทยรับทราบปัญหามาตลอด ทั้งจากรายงานของพนักงาน และจากผลของคดีความที่พนักงานเป็นโจทก์ฟ้อง และที่น่าหนักใจคือทัศนคติของผู้บริหารชายในเรื่องนี้มองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย จึงไม่ดำเนินการหามาตรการป้องกันที่ชัดเจนออกมา ถึงแม้จะเป็นข่าวใหญ่ก็ตาม

ต่อกรณีการนำเสนอให้งดเสิร์ฟเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์บนเครื่องบินนำไปสู่การถกเถียงกันอย่างมากว่า แท้จริงแล้วต้นเหตุสำคัญของปัญหาการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นนั้นมีที่มาจากสิ่งใด จึงทำให้กลุ่มคนงานสตรีสู่เสรีภาพ ซึ่งเป็นการรวมตัวของแรงงานหญิงในภาคเอกชนได้ จัดสัมมนาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 49 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยมีแกนนำแรงงานสตรีจากที่ต่างๆกว่า 40 คนที่มาร่วมวงเสวนา ในประเด็น เหล้าและ การหยุดเสิร์ฟแอลกอฮอล์ทุกชนิด คือการหยุดการคุกคามทางเพศจริงหรือ?? เพื่อให้ความรู้แก่แกนนำหญิงในสหภาพแรงงาน และร่วมหาแนวทางป้องกันการคุกคามทางเพศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เหตุแห่งการล่วงละเมิดฯ

จีนี่ ปาร์ค ( Jine Park ) นักสิทธิสตรีจากเกาหลีใต้ ซึ่งทำงานอยู่กับมูลนิธิเพื่อแรงงานหญิง ( Committee for Asian Women ) ได้สะท้อนปัญหาการลวนลามทางเพศว่า คนส่วนใหญ่มักจะยกเอาเรื่องความต้องการทางเพศเข้าไปเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก โดยมองว่า การลวนลวนหรือการคุกคามทางเพศนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติของความต้องการทางเพศ แต่ถ้ามองลึกลงไปจะพบว่ามันเป็นปัญหาเรื่องการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงอีกทั้งยังสามารถมองประเด็นการลวนลามทางเพศว่าเป็นมิติหนึ่งของการใช้อำนาจของคนที่รู้สึกว่าตนมีอำนาจเหนือกว่าคนอื่น ดังนั้นประเด็นเรื่องการลวนลามฯ จึงเป็นเรื่องอำนาจทางสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิง-ชาย เพราะสถานภาพของผู้หญิงในสังคมไทยถูกทำให้เข้าใจว่าต่ำกว่าผู้ชาย เพราะฉะนั้นต้นตอของปัญหาการคุกคามทางเพศจึงมาจากช่องว่างของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิง-ชาย ซึ่งวิธีการในการขจัดปัญหาเหล่านี้ก็คือการสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในสังคม ส่วนเรื่องแอลกอฮอล์นั้นไม่ใช่เหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น การที่องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทิสตรี ทำ การรณรงค์งดดื่มสุรา โดยอ้างว่าเป็นสาเหตุที่มาของความรุนแรงทางเพศอาจทำให้ปัญหาความไม่เสมอภาคทางเพศและโครงสร้างทางสังคมชายเป็นใหญ่ถูกบิดเบือนไป สังคมจะเข้าใจผิดและการแก้ไขปัญหาก็จะผิดทางไปอีกด้วย

รัชนี แจ้งภักดี ประธานกลุ่มคนงานสตรีสู่เสรีภาพ แสดงความคิดเห็นต่อปัญหาการคุกคามทางเพศ โดยกล่าวว่า ผู้ชายที่ก่อความรุนแรงทางเพศมักอ้างสาเหตุจากการดื่มสุราเมามาย ขาดสติยั้งคิดหรือไม่ก็โทษฝ่ายผู้หญิงว่าแต่งตัวโป๊ ซึ่งไม่เป็นความจริง เป็นเพียงการแอบอ้างเสียมากกว่า มีการคุกคามทางเพศหรือความรุนแรงทางเพศหลายกรณีที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำของผู้ชายที่ไม่ได้ดื่มสุรา มีระดับการศึกษาสูง ดังนั้นเรื่องการดื่มสุราจึงไม่ใช่เหตุผลที่เป้ฯต้นเหตุการณ์คุกคามทางเพศ แต่เป็นเพราะทัศนคติของผู้ชายที่มองว่าเพศหญิงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า หรือมองว่าเป็นวัตถุทางเพศที่ตอบสนองอารมร์ทางเพศขงอพวกผู้ชาย อันเป็นผลมาจากโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน การแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศต้องทำในระดับโครงสร้างสังคม ทั้งในด้านการให้การศึกษา การนำเสนอข่าวสาร การออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นจริง การส่งเสริมให้สตรีรวมกลุ่มกันต่อสู้ยกระดับความเสอมภาคทางเพศให้เกิดขึ้นในสังคม

สหภาพแรงงานกับการปกป้องสิทธิสตรี

ปัญหาเรื่องการคุกคามทางเพศ หรือการละเมิดสิทธิสตรีนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกสถานที่และทุกสังคมของการทำงาน ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น สหภาพแรงงานมีสิทธิที่จะนำเรื่องดังกล่าวไปเรียกร้องต่อนายจ้างให้ออกมาตรการในการคุ้มครองลูกจ้าง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของลูกจ้างในการทำงาน หรือการใช้สิทธิของประชาชนในการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้สหภาพแรงงานควรให้ความสำคัญต่อประเด็นดังกล่าว โดยบรรจุไว้เป็นข้อเรียกร้องหลักของสหภาพในการกำหนดมาตรการในการป้องกันปัญหาการละเมิดสิทธิสตรีในสถานที่ทำงาน รวมถึงการให้นายจ้างจัดการศึกษาให้กับพนักงานได้เข้าใจปัญหาเรื่องการคุกคามทางเพศ เพื่อหาแนวทางในการระวัง ป้องกันภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลา

 

ข้อจำกัดในการแก้ปัญหา

ที่ผ่านมามาตรการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย มักจะถูกกำหนดภายหลังจากปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว ดังเช่นกรณีพนักงานการบินไทยที่มีการร้องเรียนตามกระบวนการยุติธรรมมาเป็นระยะเวลา 2 ปี จนมีการที่นำเสนอสู่สาธารณชน กระทั่งเกิดกระแสการไม่ยอมรับพฤติกรรมการคุกคามทางเพศขึ้นในสังคม โดยมีการเสนอแนวทางต่างๆ เช่น บางกลุ่มเสนอให้ลงโทษสถานหนักแก่ผู้ที่กระทำความผิดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง มีการเสนอให้รัฐเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างบรรทัดฐานในสังคม บางกลุ่มเสนอให้งดเสิร์ฟแอลกอฮอล์บนเครื่องบิน ซึ่งวิธีการเหล่านี้ไม่ได้พูดถึงรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหาที่เกิดขึ้นเลย

 

มีตัวอย่างถึง มาตรการแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศ ที่มีข้อเสนอ 7 ข้อให้บริษัท การบินไทยฯหามาตรการแก้ปัญหาดังกล่าว ได้แก่ 1. กำหนดนโยบายป้องกันและแก้ปัญหาคุกคามทางเพศอย่างจริงจัง สร้างความเชื่อมั่นแก่พนักงาน 2. ให้การรับรองและคุ้มครองสิทธิพื้นฐานความเป็นมนุษย์ของพนักงาน ที่จะได้รับการปฏิบัติจากผู้โดยสารอย่างสุภาพและเหมาะสม 3. จัดฝึกอบรมให้พนักงานทราบวิธีป้องกันและแก้ปัญหา รวมถึงขั้นตอนการร้องเรียนหลังถูกคุมคาม และควรมีหน่วยงานเฉพาะเพื่อรับเรื่องร้องเรียนที่พนักงานถูกละเมิด 4. เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบต่อกรณีที่ผู้โดยสารประพฤติตัวไม่เหมาะสม จะต้องได้รับการฝึกอบรม ปรับทัศนะคติต่อปัญหาที่มีความละเอียดอ่อน
5. ประชาสัมพันธ์ เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนะคติและมุมมองของผู้โดยสารที่มีต่อพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ผู้โดยสารจะคาดหวังว่าพนักงานเป็นผู้ให้บริการ จนทำให้มองข้ามหน้าที่แท้จริงคือการดูแลความปลอดภัยบนเครื่อง 6. ให้ความช่วยเหลือด้านงบประมาณอย่างจริงจัง ในการต่อสู้คดีเมื่อพนักงานถูกคุมคาม และ 7. มีมาตรการปฏิเสธผู้โดยสารที่มีประวัติคุกคามทางเพศขึ้นเครื่องบิน

มาตรการดังกล่าวจะเป็นจริงก็ต่อเมือ่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับปัญหาการคุกคามทางเพศ ว่าเป็นปัญหาใหญ่ ที่ต้องได้รับการแก้ไขดูแล เพราะไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวหรือเป็นปัญหาเล็กน้อย เพราะปรากฎการณ์การคุกคามทางเพศนั้นเกิดขึ้นได้ทุกกหนแห่ง เกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้กระทั่งเกิดขึ้นได้ในครอบครัวหรือคนไกล้ชิดด้วยกันเอง

รูปธรรมในการแก้ไขปัญหา

จากกรณีข้างต้นจะเห็นได้ชัดว่า มีการยกเอากรณีของคนๆ หนึ่งมาเป็นตัวจุดประเด็นให้เกิดเป็นกระแสสาธารณะ โดยมุ่งเน้นเฉพาะกรณีที่จะให้บทเรียนแก่สังคมโดยรวม เพื่อต้องการบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้ให้บทเรียนอะไรบ้างต่อสังคม ซึ่งเป้าหมายหลักก็เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการรณรงค์ให้กลายเป็นเรื่องของสาธารณะโดยรวมที่ทุกคนจะต้องมีส่วนในการร่วมกันแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาดังกล่าวยังคงต้องเริ่มต้นมาจากการสร้างทัศนคติของตนเองและคนรอบข้างให้มองปัญหาเรื่องการคุกคามฯ ว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่ไม่อาจมองข้ามได้ หลังจากที่ตัวเราเริ่มเข้าใจในประเด็นปัญหา ก็มาสู่การขยายความเข้าใจไปสู่บุคคลรอบข้าง ซึ่งในส่วนของสหภาพฯ อาจมีการให้การศึกษาแก่สมาชิกให้เข้าใจในเรื่องสิทธิของผู้หญิงมากขึ้น จนนำไปสู่การรณรงค์สาธารณะของคนในสังคมในที่สุด สิ่งสำคัญคือต้องแยกประเด็นการรณรงค์ให้ชัดเจนระหว่างสิทธิมนุษยชน กับสิทธิสตรี

อีกประการหนึ่งเราคงไม่ลืมว่ารากเหง้าการละเมิดทางเพศนั้นมาจากความไม่เสมอภาคระหว่างหญิง-ชาย ฉะนั้นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหานี้คือการพยายามสร้างวิถีทางที่จะนำไปสู่ความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นในระยะยาว ซึ่งสหภาพแรงงานมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวในทุกระดับ เช่น การเรียกร้องค่าจ้างที่เท่าเทียมกัน เป็นต้น

บทสรุป

วัฒนธรรมไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน มักไม่ยอมรับผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอาย ทำให้สถานการณ์การคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และกำลังขยายตัวไปสู่ผู้หญิงที่ทำงานในทุกสาขาอาชีพ เพราะโดยส่วนใหญ่ผู้หญิงที่ประสบชะตากรรมเช่นนี้จะไม่กล้าออกมาเรียกร้องเอาผิดกับผู้กระทำความผิด แต่กรณีที่พนักงานการบินไทยออกมาปกป้องสิทธิของผู้หญิงในครั้งนี้ได้สร้างการยอมรับจากสังคมเพราะเท่ากับเป็นการเปิดประเด็นให้สังคมเริ่มหันมาเข้าใจถึงภัยจากการถูกคุกคามทางเพศ

ในส่วนของสหภาพแรงงานควรเข้ามามีบทบาทในการกำหนดมาตรการเอาผิดต่อผู้ที่ล่วงละเมิดทางเพศในสถานประกอบการ พร้อมรณรงค์ทั้งในระดับโรงงาน และระดับสาธารณะ เพื่อให้สังคมตื่นตัวต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

รุ่งทิวา รัตนธรรม

พิมพ์ไทย 20.5.06

...............................................