มองบทบาทของสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย
ในมุมมอง ส. ศิวรักษ
 
 

 

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2549 . ที่ผ่านมา ท่านอ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้รับเชิญมากล่าวปาฐกถาพิเศษ ในเรื่อง บทบาทของสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย ที่ทางกลุ่มคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อประชาธิปไตยในเนปาล ได้จัดสัมมนาในหัวข้อ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ประสบการณ์จากเมืองไทยสู่เนปาลขึ้น ที่โรงแรมรัตนโกสินร์ โดยมีผู้เข้าร่วมการสัมมนากว่า 300 คน ท่ามกลางกระแสการเมืองไทยที่กำลังครุกรุ่น และร้อนระอุไปทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้ อ.สุลักษณ์ ได้เริ่มกล่าวอภิปรายไว้อย่างน่ารับฟังว่า

ประเทศในเอเชียแห่งแรกที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ มาตั้งแต่ พ.ศ.2422 เพื่อแสดงความทันสมัยไม่แพ้ฝรั่งคือ ประเทศญี่ปุ่นในรัชสมัยเมจิ โดยรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวแสดงความเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชอย่างที่สุด ด้วยการยกพระจักรพรรดิ(ซึ่งเคยอยู่ในอำนาจของโชกุน) ให้มีความศักดิ์สิทธิ์เหนือคำวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ แม้จนปรัมปราคติที่ว่าต้นราชสกุลเป็นองค์อาทิตย์เทพธิดาก็ไม่สามารถตั้งข้อกังขาใดๆได้ โดยที่ใครๆ ก็ต้องยอมตายถวายชีวิตไม่ว่าในการพระราชสงครามหรือไม่ก็ตาม ซึ่งผลก็คือรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ไปในทางกดขี่ ข่มเหงราษฎร ทั้งภายในญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ที่กองทัพญี่ปุ่นบุกรุกเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น จีน เกาหลี รวมทั้งประเทศไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ต่อมาเมื่อพระนิกายเซนรูปหนึ่ง ได้ประกาศข้อเท็จจริงตั้งแต่สมัยเมจิ (กว่า 100 ปีมาแล้ว) ว่า โคทึกตัวใหญ่ของรัฐบาลปัจจุบันคือพระจักรพรรดิ ซึ่งไม่ใช่เป็นโอรสเทพเจ้า ตามบทเรียนในหนังสือเรียนชั้นประถมศึกษา แต่บรรพบุรุษของจักรพรรดิองค์นี้มาจากมุมหนึ่งของเกาะกิวชิว ประเทศญี่ปุ่น โดยประกาศตั้งพระราชวงศ์ขึ้นโดยอ้างว่าราชวงศ์นี้เก่าแก่มาถึง 2,500 ปี จนถือว่าจักรพรรดิองค์ปัจจุบันเป็นเทวราช ในขณะที่อาจารย์ นักศึกษา ในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น ล้วนเป็นคนอ่อนแอจนไม่กล้าปฏิเสธสิ่งซึ่งถูกยัดเยียด ไม่กล้าพูดหรือเขียนความจริง และพากันหลอกลวงตนเองและบุคคลอื่นๆ ทั้งที่พวกเขาต่างรู้ดีว่าสิ่งที่สั่งสอนมานั้นเต็มไปด้วยความเท็จ สุดท้ายพระคุณเจ้ารูปนั้นได้รับโทษทัณฑ์อย่างแสนสาหัส และตั้งแต่สมัยเมจิเป็นต้นมา ศาสนาพุทธก็ได้ปลาสนาการ(หาย)ไปจากราชสำนักญี่ปุ่น คงมีแต่ลัทธิชินโตชาตินิยมที่ยังสามารถดำรงอยู่ได้เท่านั้น

ครั้นเมื่อพุทธศาสนิกชนนิกาย นิเชน ประกาศสนับสนุนการใช้ความรุนแรงเพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์แก่สถาบันกษัตริย์ และเพื่อสงครามอันศักดิ์สิทธิ์นั้น บรรพชิตพวกนั้นก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นอย่างมาก กระทั่งเมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือกว่า 60 ปีมาแล้วนั้น สหรัฐอเมริกาจึงได้เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้กับญี่ปุ่น(ในฐานะผู้แพ้สงคราม) โดยกำหนดบทบาทของพระมหากษัตริย์ให้หมดความศักดิ์สิทธิ์ลง เพื่อต้องการให้องค์พระประมุขเป็นสามัญมนุษย์ที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ และทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ดุจดั่งประชาชนชาวญี่ปุ่นทั้งปวง

รัชสมัยเมจิถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาไล่ๆ กับการเสด็จขึ้นเสวยสิริราชสมบัติของรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (ราว พ.ศ.2411) โดยพระองค์ต้องพระราชประสงค์ให้สถาบันกษัตริย์เป็นแกนกลางในการปกครองบ้านเมืองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เช่นกัน ดังที่เป็นสมัยนิยมเช่นนั้นกันแทบทั่วทั้งยุโรป ทั้งๆ ที่สมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นๆ จักปลาสนาการไปเป็นลำดับๆ และเสื่อมสลายไปในที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 7 แต่ก็ยากที่ชนชั้นปกครองจะแลเห็นได้ชัด ดังที่ เบน แบตสัน ได้เขียนบันทึกไว้ในช่วงสุดท้ายของสถาบันดังกล่าวในเรื่อง The End of the Absolute Monarchy in Siam ซึ่งต่างกับรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นในสมัยเมจิที่เอาอย่างฝรั่งในทางเผด็จการแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผนวกกับอำนาจทหารในทางการเมืองการปกครองตามแบบเยอรมันในสมัยนั้น ด้วยการลิดรอนเสรีภาพต่างๆ จนแทบหมดสิ้น

อีกนัยหนึ่งคือ ชนชั้นปกครองญี่ปุ่นในสมัยนั้นอ้างว่าการปกครองดังกล่าวเป็นการคืนพระราชอำนาจจากระบอบโชกุนมาไว้ที่พระราชาธิบดี โดยนำเอาราชประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ มาสร้างความโอฬาริกให้กับสถาบันกษัตริย์ตามรูปแบบของพระราชาธิราชฝรั่ง ทั้งๆ ที่พระจักรพรรดิญี่ปุ่นนั้นทรงอ่อนแอและมักมากทางกามคุณ แม้จะทรงมีทีท่าที่โอ่อ่าน่าเกรงขามก็ตาม ยิ่งรัชกาลถัดไปคือรัชกาลไต้โฉ ถึงกับมีพระสติวิปลาสเอาเลย และพระราชนัดดานั้นเล่าก็เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความเลวร้ายต่างๆ ทั้งทางการเมือง การทหาร ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงปราศจากการเป็นผู้นำทั้งปวง ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จนญี่ปุ่นต้องปราชัยในที่สุด ซึ่งถ้าอเมริกันไม่ช่วยรักษาสถาบันกษัตริย์เอาไว้ย่อมจะต้องทรงถูกถอด และเป็นอาชญากรสงครามด้วยซ้ำไป

ทั้งนี้สืบมาแต่รัฐธรรมนูญเมจิที่มีความรุนแรงเป็นที่ตั้ง สถานบันพระมหากษัตริย์รับใช้ความรุนแรงนั้นติดต่อกันมาถึง 3 รัชกาล ทั้งนี้การเมือง การทหาร จนโยงมาถึงทุนนิยม อำนาจนิยม และความรุดหน้าทางวิทยาการต่างๆ ซึ่งรวมเรียกว่าความทันสมัย โดยทั้งหมดนี้รวมอยู่ในฝ่ายอธรรมแทบทั้งสิ้น เปรียบเทียบกับสถาบันกษัตริย์ของไทยอย่างน้อยก็ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา เราเป็นไปในทางธรรมยิ่งกว่าอธรรม เพราะสมัยเมจิมีการทำลายศาสนาพุทธ และชนชั้นนำรุ่นใหม่ต้องการใช้ความรุนแรงแบบฝรั่ง บวกกับความรุนแรงเดิมของระบบโชกุน และซามูไร

ในขณะที่อภิชนไทยใช้ศาสนาพุทธและความรอมชอมเป็นแกนกลาง โดยพระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตร (ธรรมที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้เป็นหลักสำหรับการปกครองประเทศ) ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ควบคู่ไปกับสถาบันกษัตริย์ในทางฝ่ายพุทธศาสนามาแต่ไหนแต่ไรก็ได้ แม้ว่าสถาบันกษัตริย์ไทยในสมัยโบราณย่อมประกอบไปด้วย สินธูธรรมของพราหมณ์มาเกี่ยวข้องด้วย แต่เนื้อหาสาระของสินธูธรรมหรือรัฐธรรมนูญตามแนวทางของพราหมณ์ก็คือ กษัตริย์ทรงรักษาธรรมไว้โดยราชอำนาจ ซึ่งย่อมเป็นไปตามธรรม กล่าวคือ พระราชาทรงลงราชทัณฑ์ได้ แต่ถ้าลงทัณฑ์เกินเลยไป หรือใช้ราชอคติในการลงทัณฑ์ หรือไม่ใช้การลงทัณฑ์เลย ก็ถือว่าพระราชาไม่ได้ทรงปฏิบัติตามราชธรรม หรืออีกนัยหนึ่งคือการใช้พระราชอำนาจ พระราชาต้องเที่ยงธรรม ไม่โอนเอนไปตามอคติต่างๆ หากยึดมั่นในธรรมศาสตร์และธรรมสูตร หากไม่ทรงปฏิบัติตามราชธรรมย่อมต้องทรงถูกถอดถอนออกจากราชบัลลังก์ได้ นี่คือพระสินธูธรรม

การที่พระราชาเนปาลอ้างว่าทรงนับถือศาสนาฮินดูตามสินธูธรรม สงสัยว่าทรงเข้าพระทัยในประเด็นนี้หรือเปล่า เพราะทางฝ่ายพุทธนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก็ตรัสว่า พระองค์ทรงได้รับเชิญให้เสด็จขึ้นเสวยราชย์โดยเอกนิกรสโมสรสมมติ ก็ย่อมต้องทรงปกครองโดยธรรมเพื่อความผาสุกของมหาชนชาวสยาม และจะไม่ทรงประกอบพระราชกิจอันใดที่สำคัญเว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากมุขมนตรีแล้ว แต่ถ้าไม่ทรงปกครองโดยธรรม เอกนิกรก็สามารถถอดถอนพระองค์ท่านออกจากสิริราชสมบัติได้

ตามทางฝ่ายพุทธศาสนานั้น พระมหากษัตริย์เป็นตัวแทนของอาณาจักร คือกลไกในการปกครอง การใช้อำนาจ ในขณะที่คณะสงฆ์เป็นตัวแทนของธรรมจักรที่คอยเตือนสติฝ่ายอาณาจักรให้ใช้อำนาจไปในขอบเขตของความชอบธรรม ซึ่งจะถือว่านี่เป็นระบอบประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด ก็ขอให้พิจารณากันเอาเอง

ตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เป็นต้นมาเกิดคำว่า ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หรือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ขึ้นมา ทั้งนี้มาจากจิตสำนึกที่เอาอย่างอังกฤษในเรื่อง God King and Country โดยที่อังกฤษเอาคำทั้ง 3 นี้มาใช้มอมเมาคนให้ยอมตายเพื่อพระผู้เป็นเจ้า เพื่อพระราชา เพื่อพระมหากษัตริย์ และเพื่อแผ่นดินเกิด โดยที่ฝรั่งเองได้ทำสงครามทางศาสนากันมานักต่อนักแล้ว ทั้งๆ ที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน พระราชาในยุโรปที่ประกาศสงครามกันและกัน เช่นเยอรมันกับอังกฤษนั้นเล่าก็เป็นพระญาติกันอย่างสนิท แม้ประเทศชาติที่คู่สงครามกันนั้นก็ปรากฏว่า นายทุนค้าขายกันขึ้นมาอย่างร่ำรวยมหาศาลจากการทำสงคราม แม้จะอยู่ต่างฝ่ายกันก็อุดหนุนจุนเจือกันในทางทุนทรัพย์เพื่อผลกำไร โดยที่คนส่วนใหญ่ในแต่ละประเทศชาติไม่มีโอกาสรับรู้เอาเลย

การที่ นาย คริสมัส ฮัมเฟรส์ มานับถือพุทธ จนเป็นนายกพุทธสมาคมของอังกฤษคนแรกนั้น ก็เพราะเขาเห็นว่าพี่ชายเขาต้องไปตายในสงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะถูกรัฐบาลหลอกลวงให้หลงเชื่อ และบังคับขับไสให้ไปเป็นทหารเพื่อไปตายเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่ถ้าเราแปลเสียใหม่ว่าชาติ ไม่ใช่เพียงคนที่พูดภาษาเดียวกัน อาศัยแผ่นดินเกิดอยู่ด้วยกันโดยอ้างไปถึงทางสัญชาติและเชื้อชาติ ซึ่งเป็นของปลอมทั้งนั้น หากหมายถึงทุกคนที่เกิดมาร่วมทุกข์ ร่วมสุขกันเป็นมนุษยชาติทั้งหมด เราก็ย่อมจะเกื้อกูลกันและกัน และอุทิศตนเพื่อรับใช้ผู้ที่ถูกเอาเปรียบ และด้อยโอกาส แม้จะต่างสัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา ก็ตามที

พระมหากษัตริย์ก็คงเป็นสมมติเทพที่ปราศจากความศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์ในทางเทวราช โดยที่มนุษย์ก็เป็นเทพได้ถ้าทรงไว้ซึ่งทางธรรม คือ หิริ : ความละอายใจ และโอตปะ : ความเกรงกลัวต่อบาป ซึ่งถ้าพระราชามหากษัตริย์ประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตรด้วยแล้ว ท่านย่อมมีค่าแห่งความเป็นมนุษย์ชั้นนำที่ทุกคนควรเอาเยี่ยง ดังพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันทรงพระราชปรารถไว้อย่างชัดเจนว่า ทรงเป็นสามัญมนุษย์ที่พูดผิดทำผิดได้ ถ้าใครจงรักภักดีก็จงวิพากษ์วิจารณ์พระองค์ท่าน

นี่คือพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ศกที่แล้ว ไม่ควรที่ใครจะเอาพระมหากษัตริย์ หรือสถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือในการโจมตีใครเพื่อสร้างลัทธิอัตนิยมให้ตนเอง เพื่อสร้างความเขื่องให้ตนเองในนามของคำว่า รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างมืดบอดอีกต่อไป ทั้งยังทรงตรัสว่าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นการทำร้ายพระองค์ท่าน แต่น่าเสียดายที่ผู้ซึ่งทำตนเป็นพระราชายิ่งกว่าพระราชา ยังหาเรื่องร้องเรียนให้มีการจับกุมในเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ตลอดมา โดยไม่ฟังพระบรมราโชวาทเอาเลย เป็นเหตุให้หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนสากลต้องเข้ามาประท้วงคำสั่งที่ให้เก็บนิตยสารฟ้าเดียวกัน และดำเนินคดีกับบรรณาธิการนิตยสารนั้นในเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

แม้หนังสือที่ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในต่างประเทศ เพียงเอ่ยถึงองค์พระมหากษัตริย์ หรือสถาบันกษัตริย์ โดยไม่สรรเสริญเยินยออย่างสุดๆ ก็มีคำสั่งห้ามนำหนังสือนั้นๆ เข้าสู่ราชอาณาจักเอาเลย โดยเฉพาะเรื่อง The Devil's Discus by Rayne Kruger ตีพิมพ์เมื่อปีคศ.1964 ที่ว่าด้วยกรณีสวรรคต และ The Revolutionary King by William Stevenson ตีพิมพ์ในปี คศ.1999 ว่าด้วยพระราชดำรัสพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน จนถึงเล่มล่าสุดซึ่งควรจะออกให้ทันวันที่ 9 มิ.ย.นี้ซึ่งเป็นวันเสวยราชย์ครบ 60 ปี ชื่อ The King Never Smiles by Paul M. Handley ซึ่งตีพิมพ์ในปี คศ.2006 ก็ถูกสั่งห้ามเข้าเช่นเดียวกัน แล้วนี่มิเป็นการกระทำอันแสดงความอัปยศออกไปในนาๆ ชาติหรือ และนี่ไม่ขัดราชปรารภหรอกหรือ โดยที่ระบบโลกาภิวัตน์ในบัดนี้นั้น การห้ามปรามดังกล่าวเป็นไปได้ด้วยหรือ

แม้รัฐธรรมนูญของไทยในฐานะกฎหมายสูงสุดเพิ่งมีมาเมื่อปี พ.ศ. 2475 แต่เราไม่เข้าใจในเนื้อหาสาระแห่งธรรมที่ควรจะควบคุมอำนาจรัฐให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ เราจึงฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งอย่างปราศจากความเคารพธรรม หรือความถูกต้องด้วยประการทั้งปวง ที่ร้ายอย่างสุดๆ ก็คือการทำลายล้างรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่าเพื่อสถาบันกษัตริย์ ดังหนึ่งว่าสถาบันดังกล่าวอยู่ตรงข้ามกับธรรม จนเผด็จการบางคนเสแสร้ง และสรรค์สร้างให้สถาบันกษัตริย์ศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์อย่างวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ทั้งๆ ที่นั่นคือไสยศาสตร์ หรือศาสตร์แห่งความหลับใหลในขณะที่พุทธศาสตร์คือ ศาสตร์แห่งการตื่น ซึ่งย่อมเป็นไปตามทางของอหิงสธรรมที่ปราศจากความรุนแรง อันเป็นเนื้อหาของศีลธรรม คือความเป็นปกติทั้งของแต่ละคนและสังคม

สถาบันกษัตริย์ และรัฐธรรมนูญจึงควรเกื้อกูลกันและกัน เพื่อความเป็นปกติของสังคม อย่างไปพ้นความโลภ ซึ่งแสดงออกทางทุนนิยม โดยที่บัดนี้ทุนนิยมมาในคราบของบรรษัทข้ามชาติ และสยบยอมกับอภิมหาอำนาจอีกด้วย กล่าวคือทุนนิยมกับอำนาจนิยมกำลังทำให้โลภะและโทสะแก่กล้ายิ่งขึ้น โดยใช้วิธีมอมเมาด้วยโมหะจริตอีกด้วย ทั้งหมดนี้แสดงออกมาอย่างชัดเจนในระบบทักษิณาธิปไตย ซึ่งเราจะต้องขจัดมันออกไป

เราจึงจำต้องตื่นขึ้นด้วยการยึดเอาสถาบันกษัตริย์ เป็นแนวทางของสมมติเทพ มีเทวราชธรรมเป็นแกน และสถาบันนี้ต้องควบคู่ไปกับรัฐธรรมนูญที่มีธรรมาธิปไตยเป็นหัวใจของการเมืองการปกครอง ที่มีความชอบธรรมอย่างโปร่งใด และตรวจสอบได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้

อนึ่งพึงตราไว้ด้วยว่า ยุคสมัยแห่งโลกาภิวัตรนั้น บรรษัททุนข้ามชาติและอภิอำนาจจะมีอิทธิพลเข้ามาก้าวก่ายภายในราชอาณาจักรต่างๆ ยิ่งขึ้น พูดภาษาอย่างเก่าก็คือ ประเทศชาติเป็นดั่งประเทศราชาหรือประเทศราชในทางเศรษฐกิจ โดยมีจักรวรรดิอย่างใหม่ เช่น สหรัฐและจีนเข้ามาครอบงำ ถ้าเรารู้จักปรับให้สถาบันกษัตริย์มีความกล้าหาญทางจริยธรรมอย่างไม่สยบยอมอยู่กับทุนและอำนาจ อันปราศจากความชอบธรรมมาประยุกต์ใช้ให้สถาบันกษัตริย์ เป็นไปตามสาระแห่งจักรวรรดิวัตรร่วมสมัย โดยมีธรรมเป็นอำนาจอย่างรู้จักวางท่าทีให้สมยุคสมสมัย ให้ถูกต้อง ย่อมสะกดลัทธิทุนนิยมและบริโภคนิยมลงได้

สถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นดั่งธรรมจักรที่นำอาณาจักรให้ปลอดพ้นไปจากโลกาภิวัตน์ หรือจักรวรรดินิยมอย่างใหม่ ในขณะที่ธรรมจักรเดิมที่มีผ้ากาสาวพัสตร์เป็นธงชัยนั้นหมดสภาพความเป็นห้ามล้อ หรือความเป็นผู้นำในทางธรรมไปเสียแล้ว เพราะศาสนาจักรไปสยบยอมกับสถาบันกษัตริย์ และลัทธิบริโภคนิยมอย่างเกินเลยไป ที่สุดนี้ขอยืนยันถ้อยคำของข้าพเจ้าเองที่กล่าวไว้เมื่อทศวรรษก่อน เรื่องสถาบันกษัตริย์กับอนาคตของไทยว่า

‘ สถาบันกษัตริย์แห่งใด เป็นประชาธิปไตยมาก มีพระราชอำนาจนิยมคล้อยตามไปกับโลกสันนิวาสอย่างทันกาลสมัย ยอมยกให้ราษฎรเป็นใหญ่แม้ราษฎรจะผิดพลาดไปบ้าง สถาบันกษัตริย์ก็ดำรงอยู่ได้ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าพระราชาธิราชประกาศความแข็งกร้าว ใกล้ชิดกับกองทัพ ยืนหยัดอยู่เหนือราษฎร ดูถูกประชาชน รังเกียจปัญญาชนที่มีความคิดสร้างสรรค์อย่างก้าวหน้า แม้พวกนี้จะผิดไปบ้างอย่างไร อำนาจราชาธิปไตยไปกระทบหรือขัดยืนกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงไร ก็รังแต่เป็นภัยแก่สถาบันกษัตริย์ จนปลาสนาการไปได้ แม้จนจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่อย่าง ออสเตรีย เยอรัน รัสเซีย และออตโตมาน ไม่อาจดำรงอยู่ได้’

ท้ายสุดถ้าพระมหากษัตริย์เนปาล สำเหนียกถึงคำเตือนที่ว่านี้ ประเทศนั้นก็อาจไม่แปรไปเป็นมหาชนลักษณ์ได้ ดั่งพระมหากษัตริย์ภูฎานก็ดูจะทรงสำเหนียกในเรื่องนี้อยู่มิใช่น้อย ดั่งถึงกับเสนอแนวคิดในเรื่อง Gloss Nation Happinese (การพัฒนาประเทศที่เน้นความสุขมวลรวมประชาชาติ) มาใช้เพื่อท้าทายความคิดกระแสหลักที่ครอบโลกอยู่ที่ว่าด้วย Gloss ์National Happinese Product

บางทีองค์กษัตริย์ทั้งหลายควรมองมายังประเทศไทย เพื่อหาตัวอย่างการให้ได้รับการเทิดทูนอย่างไม่เสื่อมคลายของสถาบันกษัตริย์จากประชาชนชาวไทยทั้งปวง

 

รุ่งทิวา รัตนธรรม

..........................................................