รื้อระบอบทักษิณ สู่เส้นทางปฏิรูปการเมือง |
![]() |
การประกาศเว้นวรรคทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตร เป็นเพียงเกมการเมืองที่เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มพลังทางสังคมกลุ่มต่างๆ ได้ขับเคี่ยวต่อสู้กันอย่างดุเดือดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือกำเนิดขึ้นมาโดยอาศัยจุดร่วมเพียงประการเดียวนั้นคือ ความไม่พอใจต่อระบอบทักษิณที่ครอบงำอำนาจการเมือง และใช้อำนาจทางการเมืองไปเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจของพวกพ้อง จนทำให้กลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหลากหลายกลุ่มได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มชนชั้นกลางนั้นต่างพากันออกมาขับไล่ทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันที่จริงการเมืองไทยนั้นทำการขายชาติ และนำประเทศไทยไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมครอบโลก ภายใต้ความคิดความเชื่อของตลาดการค้าเสรี เกิดขึ้นมาเป็นเวลาช้านานแล้ว เพียงแต่ระบอบทักษิณได้ใช้อำนาจการเมืองทำการเร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยไปประเคนมอบให้ทุนนิยมสากล ที่มีสิงคโปร์เป็นทุนนิยมนายหน้า จนทำให้อุดมการณ์แบบชาตินิยมบ่มเพาะตัวขึ้นมาในกลุ่มชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นพลังขับเคลื่อนโค่นล้มทักษิณให้พ้นตำแหน่งทางการเมืองในที่สุด ในขณะที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีการปรากฏตัวขึ้นมาของชนชั้นกลาง ที่จะปกป้องรักษาสมบัติของชาติแม้แต่น้อย เช่นเดียวกันกับการฟื้นฟูและการใช้อุดมการณ์การเมืองแบบเก่าที่เป็นจารีตนิยม มาโจมตีระบอบทักษิณ อาจได้ผลเพียงแค่การสร้างกระแสความไม่พอใจที่มีตัวระบอบทักษิณ แต่มันมีอันตรายที่จะทำให้อำนาจการครอบงำของกลุ่มการเมืองจารีตนิยมกลับมาอยู่เหนือประชาธิปไตยของประชาชนอีกครั้ง การพัฒนาประชาธิปไตยของไทยจึงได้แค่เปลี่ยนจากทุนนิยมผูกขาดไปสู่การผูกขาดการเมืองแบบจารีตนิยม ความเป็นชาตินิยมผสมผสานกับจารีตนิยมแบบเก่า ไม่อาจเป็นอุดมการณ์ที่เป็นทางเลือกของสังคมได้ และอาจนำความเสียหายในระยะยาวมาสู่ประชาธิปไตยของประชาชนได้เช่นกัน ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา จึงเป็นได้แต่เพียงการปลุกกระแสแห่งความชิงชัง ที่มีต่อรัฐบาลทักษิณ แต่ได้กลบเกลื่อนเนื้อแท้ของระบบทักษิณ ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีค่าเพียงแค่การเปลี่ยนขั้วอำนาจการเมืองเท่านั้น ระบอบทักษิณโดยเนื้อแท้แล้วก็คือ กลุ่มชนชั้นทุนนิยมผูกขาดที่เป็นส่วนหนึ่งของทุนนิยมครอบโลก ซึ่งได้รวมตัวกันก่อรูปขึ้นมาเป็นพรรคไทยรักไทย และเข้าไปยึดครองอำนาจการเมือง การประกาศรื้อระบอบทักษิณให้สิ้นซากของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่ใหญ่หลวง และไม่ใช่เพียงแต่แค่การทำลายอำนาจการเมืองของทักษิณและพวกพ้องเท่านั้น แต่หมายถึงการที่ต้องทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ หรืออีกความหมายนัยหนึ่งก็คือ การสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นมาด้วย การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของชนชั้นกลาง ทำให้พวกเขาตื่นตัวทางการเมืองและมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในขณะที่กรรมกรและชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นอิสระและเป็นจริงได้ ดังนั้น จึงถูกครอบงำด้วยข้อมูลข่าวสารจากระบอบทักษิณเป็นหลัก ดังนั้นคนกลุ่มนี้จำนวนไม่ใช่น้อยจึงสนับสนุนระบอบทักษิณ และต้องหลั่งน้ำตาร่ำไห้เมื่อต้องสูญเสียนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่าทักษิณ ชินวัตรลงไป หากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะพึงพอใจเพียงแค่การเปลี่ยนขั้วอำนาจการเมืองและทำการปฏิรูปทางการเมืองเชิงกลไกที่เฉพาะเจาะจงเพียงประเด็นความโปร่งใสและการตรวจสอบ แต่กลับละเลยต่อการก้าวไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจให้มีความก้าวหน้า เป็นประชาธิปไตยของประชาชน เพื่อปลดปล่อยพลังของชนชั้นล่างที่ถูกระบบทุนนิยมผูกขาดครอบงำอยู่ ย่อมเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพียงเพื่อประโยชน์สุขของชนชั้นกลางและชั้นนายทุนในสังคมไทยเท่านั้น พลังของกรรมกรและชาวนา และคนยากจน จึงเป็นได้แค่พลังที่ถูกลากดึงไปเป็นเพียงหางเครื่องทางการเมืองของพวกนายทุนและถูกนำไปเป็นข้ออ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจการเมือง แต่คนกลุ่มนี้กลับไม่มีตัวตนทางการเมืองที่แท้จริง ไม่ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองแต่อย่างใด ดังนั้น การปฏิรูปการเมืองจึงต้องมุ่งไปที่การปลดเปลื้องพันธนาการของชนชั้นล่าง และจะต้องไม่ลืมมิติทางเศรษฐกิจ และการดำรงอยู่ของคนกลุ่มชนชั้นทางเศรษฐกิจ หากต้องการจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่นำมาสู่การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จึงควรที่จะเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงฐานความคิดแบบเสรีนิยม และจารีตนิยมแบบเก่า มุ่งสู่การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของชนชั้นล่าง การประกันรายได้ให้คนชั้นล่าง การสร้างรัฐสวัสดิการสังคม การประกันสิทธิเสรีภาพของการรวมตัวและเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจการเมือง การสร้างอำนาจการต่อรองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของชนชั้นล่าง การมุ่งเน้นของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มุ่งไปที่การราวีและกำจัดในตัวบุคคลให้พ้นไปจากอำนาจการเมือง โดยปราศจากการนำเสนอทางออกที่เป็นเนื้อหาทางการเมือง และเศรษฐกิจเพื่อไปสู่การปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริงแล้ว ผลงานที่ชื่นชมได้จะมีแต่เพียงแค่การเอาชนะคะคานและการเปลี่ยนขั้วอำนาจที่ดำรงอยู่ภายใต้โครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมอย่างเดิมเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง จึงไม่ได้แตกต่างไปจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังพฤษภาทมิฬปี 2535 ที่เป็นเพียงการเปลี่ยนขั้วอำนาจจากฝ่ายทหารมาสู่กลุ่มทุนผูกขาดทางเศรษฐกิจ และที่มันอาจจะเลวร้ายไปกว่านี้ ก็คือการฟื้นตัวขึ้นมาของการเมืองแบบจารีตนิยมแบบเก่า ที่เห็นความสำคัญกันอยู่เพียงแค่ตัวบุคคลมากกว่าพลังประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง หลังจากการเว้นวรรคทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตร ไปแล้ว เหล่าบรรดาชนชั้นกลางที่ร่วมกอดคอกันชุมนุมประท้วงและเดินขบวนขับไล่ทักษิณ ชินวัตร ภายใต้การนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็จะกลับไปสู่วิถีชีวิตแบบเดิม ด้วยความเชื่อเชิงจารีตนิยมและเสรีนิยมเหมือนเดิม เพราะสิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ดำเนินการอยู่มันเป็นเพียงการเปลี่ยนขั้วอำนาจการเมือง ภายใต้อุดมการณ์และโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจเช่นเดิม สมยศ พฤกษาเกษมสุข adtu06@yahoo. com
|