หลังจากสองวันของการประชุมเกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐศาสตร์การเมืองภายใต้ทักษิณผ่านไป ครูของผมลุกขึ้นถามว่า ทำไมในสองวันที่ผ่านมาจึงไม่มีใครพูดถึงกรรมกรเลยสักแอะ
มีคำตอบจากนักวิชาการสังคมศาสตร์หลายท่าน แต่ดูเหมือนไม่ใช่คำตอบตรงๆ
สรุปรวมก็คือ กรรมกรจริงๆ เพิ่งเกิดมีขึ้นในชั่วอายุคนแรกนี้เอง นัยยะของความหมายคือ กรรมกรไม่ใช่คนที่ไร้สมบัติโดยสิ้นเชิงนอกจากแรงกาย ถ้าไม่ขายแรงงานก็ไม่รู้จะไปทำอะไร เพิ่งมีคนอย่างนั้นเกิดขึ้นไม่นานมานี้เองและนับเป็นชั่วอายุคนแรกของกรรมกรไทย ฉะนั้นจึงยังมีความผูกพันกับการผลิตด้านเกษตรกรรมในชนบทอยู่สูง อย่างน้อยก็ในความนึกฝันของกรรมกรเอง
ด้วยเหตุดังนั้น กรรมกรจึงไม่มีสำนึกว่าตัวเป็นกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์เฉพาะบางอย่าง สำหรับเป็นฐานของการต่อรองทางการเมืองในสังคม ไม่มีการจัดตั้งเพื่อการนั้น
สรุปของสรุปอีกทีหนึ่งก็คือ เมื่อคุยกันเรื่องการเมือง เลยไม่มีความจำเป็นต้องนำเอากรรมกรเข้ามาในการวิเคราะห์ด้วย
ผมไม่แน่ใจว่า นี่เป็นคำตอบที่ใช้สำหรับอธิบายความละเลยของวงวิชาการต่อกรรมกรได้หรือไม่ ทั้งๆ ที่อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่า งานรับจ้างเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่สุดของประชากรส่วนใหญ่ของไทย สำคัญกว่างานในภาคเกษตรถึง 2:1 เป็นอย่างต่ำ แม้แต่จำนวนประชากรที่อาจนับได้ว่าเป็น " กรรมกร" แท้ๆ คือไม่มีรายได้จากภาคอื่นเลยนอกจากรับจ้างแรงงาน ก็มีจำนวนมากกว่าเกษตรกรแท้ๆ
ตามความเข้าใจของผม (ซึ่งอาจจะผิด) ก็คือ งานวิชาการที่ศึกษากรรมกรของไทยมีน้อย นักวิชาการที่สนใจศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังก็น้อย โดยเฉพาะถ้าเปรียบเทียบกับภาคเกษตรกรรม ยิ่งถ้าเจาะไปถึงกรรมกรนอกระบบ คือไม่อยู่ในโรงงานขนาดกลางถึงใหญ่ จึงไม่ได้ค่าแรงตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำและไม่มีประกันสังคม ก็ยิ่งแทบจะหาตัวเลขอะไรไม่ได้สักอย่าง ลงไปถึงผู้รับจ้างรายชิ้น ( ทั้งที่บ้านและโรงงาน) ซึ่งไม่ถูกใครนับเป็นกรรมกรเลย ยิ่งขาดข้อมูลเกี่ยวกับคนเหล่านี้ขึ้นไปใหญ่
เราประเมินไม่ถูกว่า นโยบายของ ทรท.ที่เรียกกันว่า "ประชานิยม" มีผลต่อคนเหล่านี้อย่างไร ที่เราเห็นความกระตือรือร้นของคนกลุ่มนี้เป็นเพียงผิวที่ฉาบข้างหน้านิดเดียว คือคนขับแท็กซี่ , ตุ๊กๆ และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งได้ประโยชน์แน่จากโครงการ 30 บาท และเอื้ออาทรต่างๆ (ซึ่งถึงแม้ยังเข้าไม่ถึง แต่ก็ยังฝันได้ว่าจะเข้าถึงสักวันหนึ่งข้างหน้า) แต่อย่างที่กล่าวแล้วคือ คนเหล่านี้เป็นเพียงจำนวนน้อยนิดเดียวในหมู่ผู้ซึ่งเราอาจเรียกได้ว่า " กรรมกร"
ไม่เฉพาะแต่นักวิชาการเท่านั้นนะครับที่ไม่ให้ความสนใจแก่กรรมกร พรรคการเมืองก็ไม่สนใจเหมือนกัน ประชาธิปัตย์ซึ่งอ้างว่ามีอายุมา 60 ปี ไม่เคยมีนโยบายอะไรเกี่ยวกับกรรมกรเลย พรรคชาติไทยก็ไม่สนใจ พรรค ทรท.ซึ่งได้คะแนนท่วมท้นจากประชาชนไทย ก็ว่ากันว่าได้จาก "รากหญ้า" ซึ่งไม่รู้แน่ว่าหมายถึงคนที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมและบริการของเมือง หรืออยู่ในภาคเกษตรกรรมของชนบท
อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายที่เป็นการเลือกตั้งซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น คะแนนไม่ออกเสียงค่อนข้างกระจุกอยู่ในเขตเมือง แปลว่า 16 ล้านเสียงของ ทรท.ค่อนข้างไหลมาจากชนบท
แปลว่านโยบายที่ได้รับการสนองตอบอย่างดีจาก " รากหญ้า" ของ ทรท.นั้น ไม่ได้รับการสนองตอบดีเท่านั้นจากกรรมกร
อันที่จริง พรรคการเมืองใดก็ตามที่กรรมกรรู้สึกว่าสามารถเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของเขาได้ จะมีฐานเสียงที่เข้มแข็งไม่น้อย แม้อาจยังไม่ชนะการเลือกตั้งทันที เพราะกรรมกรส่วนใหญ่ยังขาด "สำนึกทางชนชั้น" แต่ก็เป็นฐานเสียงที่จะเติบโตต่อไปข้างหน้าอย่างหลีกหนีไม่พ้น
ยิ่งกว่านี้ ถ้าความผูกพันของกรรมกรกับท้องถิ่นของตนเบาบางลง อิทธิพลของหัวคะแนนในชนบทก็ยิ่งลดลง กลายเป็นคะแนนเสียงอิสระที่เลือกนโยบายมากขึ้น
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กรรมกรมีศักยภาพที่จะเป็นเสียงเด็ดขาดในการเมืองแบบเลือกตั้งอย่างมาก แต่กลับได้รับความสนใจจากพรรคการเมืองน้อยเหลือเกิน
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ?
ผมอยากจะเดาคำตอบไว้ดังนี้
การเมืองไทยประกอบด้วยสองส่วน คือคะแนนเสียงจากระดับ "รากหญ้า" ส่วนหนึ่ง กับการบริหารงานของรัฐบาลอีกส่วนหนึ่ง สองส่วนนี้ควรเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน แต่มันไม่เกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน
ส่วนของการบริหารงานประกอบด้วยนายทุน ( ทั้งที่ออกมาเล่นการเมืองเอง หรือสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง) มีผลประโยชน์อันขัดแย้งกับ "รากหญ้า" เยอะแยะไปหมด นับตั้งแต่แย่งชิงเอาทรัพยากรมาใช้ ไปจนถึงกดราคารับซื้อสินค้า และผดุงรักษาโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมของรัฐไว้สำหรับตัวหาประโยชน์
พรรคการเมืองประสบความสำเร็จที่จะจัดตั้งผู้คนในภาคชนบท ทำให้ได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้ง โดยไม่ต้องจัดตั้งรัฐบาลที่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของ "รากหญ้า" ในชนบทจริง พรรค ทรท.เพียงแต่เจือจานส่วนแบ่งของงบประมาณให้ตกถึงมือคนบางกลุ่มในชนบทมากขึ้น แต่ไม่เคยปรารถนาที่จะไปแก้ไขโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าในตลาดหรือในกฎหมาย เพื่อเอื้อต่อประโยชน์ของ "รากหญ้า" จริง
ฉะนั้นนายทุนจึงไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร เช่นนายทุนที่หากินกับการทำเกษตรตามพันธะสัญญารูปแบบต่างๆ ก็ยังคงเอารัดเอาเปรียบนากุ้ง , ปลากระชัง , ไก่ , ข้าวโพดอ่อน , ผักบางชนิด ฯลฯ ต่อไปได้เหมือนเดิม เพราะไม่มีพรรคการเมืองใดอยากไป "จัดระเบียบ" การทำเกษตรตามพันธะสัญญาให้เป็นธรรมขึ้น
จะว่าเป็นความก้าวหน้าก็ได้ แต่ก็ก้าวไปในทิศทางเดียวกับที่พรรคการเมืองไทยได้ทำอยู่นั้นเอง
แต่พรรคการเมืองไม่มีวิธีจะจัดตั้งคะแนนเสียงของกรรมกร หรือพูดให้ถูกกว่านั้นก็คือถึงจัดตั้งได้ก็จัดการไม่ได้ คือไม่รู้จะประนีประนอมผลประโยชน์ของกรรมกรและทุนได้อย่างไร สวัสดิการของกรรมกรหมายถึงการลิดรอนผลประโยชน์ของทุนโดยตรง ถึงจะผลักให้รัฐเป็นผู้แบกรับแต่ผู้เดียว ก็คงทนแรงต่อต้านของคนชั้นกลางผู้เสียภาษีไม่ได้
เช่นถ้าให้เงินเพิ่มอีก 300 บาทแก่กรรมกรที่มีรายได้ไม่ถึง 7,000 บาทต่อเดือน ถ้าเอาเงินนี้มาจากกองทุนสวัสดิการ ก็เท่ากับผลักภาระต้นทุนให้กรรมกรช่วยกันจ่าย แทนที่จะบังคับให้ทุนเป็นผู้จ่าย ถ้าเอาเงินจากงบประมาณ ก็เท่ากับว่าเราทุกคนช่วยจ่ายค่าแรงของนายทุนให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น ทั้งๆ ที่เป็นภาระหน้าที่ของทุนต้องเป็นผู้ทำเอง
วิธีที่เหมาะสมกว่าคือเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และลงทุนบังคับใช้ให้ได้ผลจริงแก่กรรมกรทุกประเภท แต่นั่นหมายถึงการเป็นปฏิปักษ์กับทุนซึ่งสนับสนุนพรรคการเมืองอยู่
ด้วยเหตุดังนั้น จึงไม่ใช่แต่นักวิชาการเท่านั้นที่ประชุมกันสองวันแล้วไม่ได้พูดถึงกรรมกรสักแอะ พรรคการเมืองไทยซึ่งเล่นการเมืองไทยมาหลายทศวรรษแล้วก็ไม่ได้พูดถึงกรรมกรสักแอะเหมือนกัน |