ย้อนอดีตรัฐประหาร รสช. 2534 จนถึงคปค. 2549 ปัญหาแรงงาน..ระเบิดเวลาที่รอการถอดสลัก
สมยศ พฤกษาเกษมสุข

 

การยึดอำนาจการปกครองด้วยกำลังทหาร หรือการรัฐประหาร ย่อมนำมาซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ หรือความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้นักลงทุนไม่กล้าลงทุน เพราะไม่แน่ใจในนโยบายหรือความความผันผวนทางการเมือง ในขณะเดียวกันในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้นานาอารยะประเทศทั้งหลายตั้งข้อรังเกียจ ย่อมทำให้โอกาสการส่งออกน้อยลงอีกด้วย ดังนั้นผลกระทบย่อมเกิดกับผู้ใช้แรงงานทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือ การจ้างงานไม่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ เศรษฐกิจซบเซา กระทั่งอาจต้องเลิกจ้างผู้ใช้แรงงานกันมากขึ้นอีก ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงต้องเร่งรัดในการฟื้นฟูประชาธิปไตย คืนอำนาจสู่ประชาชน และดำเนินการให้สถานการณ์การเมืองคลี่คลายลงโดยเร็วที่สุด เพื่อทำให้นักลงทุนและการดำเนินธุรกิจเกิดความมั่นใจต่อไป

เมื่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ที่นำโดยพลเอกสุจินดา คราประยูร เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ได้สถาปนารัฐเผด็จการขึ้นเบ็ดเสร็จ หากมีการเคลื่อนไหวคัดค้าน รสช.จะทำการปราบปราม จับกุม โดยทันที แม้แต่ผู้นำแรงงานที่มีท่าทีแข็งกร้าวกับการยึดอำนาจอย่างนาย ทนง โพธ์อ่าน ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ซึ่งออกมาตำหนิการยึดอำนาจ รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรสช.ในด้านต่างๆ ยังถูกอุ้มหายตัวไปไร้ร่องรอยจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่พบชิ้นส่วนใดๆของร่างกายนาย ทนง โพธิ์อ่าน ทุกฝ่ายเชื่อกันว่า การหายตัวไปของนาย ทนง โพธิ์อ่านนั้น เกิดจากการทำหน้าที่ผู้นำแรงงานที่ต่อสู้คัดค้านเผด็จการอย่างแข็งกร้าว

ในช่วงเวลานั้นแหล่งข่าวหลายแห่ง มีการคาดหมายและวิเคราะห์ตรงกันว่า นาย ทนง โพธิ์อ่าน นั้นถูกอุ้มเข้าไปกักบริเวณอยู่ภายในค่ายทหารแห่งหนึ่งในเขตดอนเมือง มีการต่อรองให้นาย ทนง โพธิ์อ่านนั้น ยุติการเคลื่อนไหวคัดค้านเผด็จการทหาร ยุติการเดินทางไปประชุมองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ เพราะจะทำให้รัฐบาลไทยนั้นถูกประจานกันไปทั่วโลก ว่าเป็นรัฐบาลที่คุกคามสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้แรงงานเนื่องจาก รสช. ได้มีคำสั่งยุบเลิก สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ แต่นาย ทนง โพธิอ่าน ยืนกรานที่จะเคลื่อนไหวต่อสู้คัดค้านเผด็จการทหารตามปกติวิสัยของเขา ฝ่ายทหารไม่มีทางออก เพราะได้ใช้วิธีการอุ้มเอาตัวเขามาเจรจา หากปล่อยออกไปนาย ทนง ออกมาตามปกติ นายทนง คงจะโวยวายขึ้นมาอีก ดังนั้นทางออกก็คือ การปลิดวิญญาณของเขา ไปเสีย เรื่องนี้ยังไร้หลักฐานมายืนยัน แต่ครอบครัวของเขา ได้สูญเสียชีวิตของนายทนง โพธิ์อ่านไปแล้วอย่างแน่นอน

รัฐบาลรสช. ได้มีคำสั่ง รสช.ฉบับที่ 54 ในการห้ามไม่ให้บุคคลใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทแรงงาน หากจะเข้าไปเกี่ยวข้องได้ต้อง ไปขอจดทะเบียนอนุญาต ขอเป็นที่ปรึกษาสหภาพแรงงานจากอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงงานเสียก่อน จึงจะสามารถเข้าไปให้การปรึกษาแก่สหภาพแรงงานในการเจรจาต่อรองได้ โดยที่มีข้อกำหนดเงื่อนไขไว้มากมาย เช่น ต้องผ่านการอบรมจากกระทรวงแรงงานเสียก่อน ต้องไม่มีประวัติการเคลื่อนไหวที่มีข้อพิพาทแรงงานที่รุนแรง แต่ที่แน่นอนก็คือ ขึ้นอยู่กับการให้อนุญาตของอธิบดี เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อควบคุมไม่ให้สหภาพแรงงานนั้นสามารถเคลื่อนไหวประท้วงได้อย่างเต็มที่ คำสั่งนี้กลายเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้

นอกจากนี้แล้ว รสช. ยังมีคำสั่งห้ามการเดินขบวนในวันกรรมกรสากล 1 พฤษภาคม หรือเมย์เดย์ ในปี 2534 ห้ามไม่ให้มีการพูดถึงเรื่องการเมืองโดยเด็ดขาด กรมแรงงานสมัยนั้นทำตัวเป็นขี้ข้าเผด็จการทหารทันที ออกคำสั่ง 6 ข้อ ห้ามเดินขบวน ห้ามชูป้ายการเมือง ห้ามพูดบนเวทีเรื่องการเมือง ฯลฯ

คำสั่งเผด็จการทหารรสช.อีกอันหนึ่งก็คือ คำสั่งห้ามนัดหยุดงานในช่วงของการประกาศกฎอัยการศึก รสช.ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2534 เป็นการละเมิดสิทธิพื้นฐานที่นานาประเทศ ไม่สามารถรับได้ ทำให้รัฐบาลเผด็จการรสช.นั้นไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมชาวโลก

ดังนั้นขบวนการแรงงานที่เคยเข้มแข็งมาก่อนเพราะ พนักงานรัฐวิสาหกิจและเอกชนนั้นสามารถรวมตัวกันเป็นองค์กรเดียวกันได้ เมื่อถูกแยกสลายกกลายเป็นความแตกต่างระหว่าง รัฐวิสาหกิจและเอกชน ทำให้อำนาจการต่อรองโดยรวมของขบวนการแรงงานนั้นตกต่ำลงไปทันที เป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะของตัวใครตัวมัน ในขณะที่สหภาพแรงงานเอกชนนั้นมักจะถูกครอบงำโดยที่ปรึกษาที่จดทะเบียนกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กลายเป็นสหภาพแรงงานที่อ่อนแอ ไร้อำนาจการต่อรอง ไม่มีการรวมตัวกันเพื่อผลักดันนโยบายด้านแรงงานให้ดีขึ้น

นอกจากผู้นำแรงงานที่โดดเด่นในการคัดค้านเผด็จการทหารสมัยนั้นแล้ว ยังมีองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานที่ทำหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลอย่างกว้างขวางในการเปิดโปงเผด็จการทหาร รสช.นั่นก็คือ นายบัญฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ และนาย สุคนธ์ แขกประยูร เจ้าหน้าที่มูลนิอารมณ์ พงษ์พงัน ถูกจับกุมโดยตำรวจสันติบาล ข้อหาทำใบปลิวต่อต้านรสช. ต่อมามีการเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างกว้างขวางจนกระทั่งต้องปล่อยตัวบุคลลทั้งสองออกจากคุก

แต่อำนาจเผด็จการของรสช.ก็ดำรงอยู่ได้ไม่นาน นักศึกษา นักวิชาการและองค์กรแรงงานต่างพากันออกมาประท้วง ผู้นำแรงานที่โดดเด่นขึ้นมา ในการเคลื่อนไหวคัดค้านเผด็จการในช่วงเวลานั้นก็คือนาย สมศักดิ์ โกศัยสุข ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟ ได้เรียกร้องให้รสช.คืนอำนาจให้ประชาชน จนในที่สุดกลายเป็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในระหว่าง 15-18 พฤษภาคม 2535 ทำให้อำนาจเผด็จการทหาร รสช.สิ้นสุดลงไป

หลังปี 2535 รัฐบาลพลเรือนจึงกลับมามีอำนาจการเมืองด้วยระบบการเลือกตั้งอีกครั้ง รัฐธรรมนูญ 2540 ถือกำเนิดขึ้นมา ทำการปฏิรูปโฉมหน้าการเมืองไทยใหม่ เป็นที่กำเนิดขึ้น ของพรรคไทยรักไทย และได้รับการเลือกตั้งในปี 2544 ชนะแบบถล่มทลาย พรรคไทยรักไทยบริหารงานราชการแผ่นดินจนครบ 4 ปีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งในครั้งที่สอง ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร 377 เสียง สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองพรรคเดียวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และต้องสิ้นสุดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา จากการก่อการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองของ พลเอก พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน : ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค) เป็นอันสิ้นสุดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540

การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นี้ เหมือนกับการรัฐระหารในหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นการทำลายประชาธิปไตย ทำลายรัฐธรรมนูญ สถาปนารัฐเผด็จการ แต่มีความ แตกต่างไปจากการรัฐประหารในปี 2534 ของรสช.ในส่วนที่ถึง แม้จะมีคำสั่งออกมาในลักษณะแบบเดียวกัน เช่น ประกาศกฎอัยการศึก ประกาศห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน แต่ในทางปฏิบัติฝ่ายทหารกลับไม่มีการจับกุม ปราบปราม ดังเช่นกลุ่มนักศึกษา นักวิชาการที่ออกมาคัดค้านการรัฐประหารในนามของเครือข่าย 19 กันยายน คัดค้านการรัฐประหารนั้น สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่มีการปราบปรามจากฝ่ายทหารเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ระยะเวลาที่เหลืออยู่ขณะนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า รับประหารครั้งนี้เป็นไปเพื่อการแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองหรือว่าเป็นไปเพื่อการยึดครองอำนาจ เพื่อสถาปนารัฐเผด็จการ ผลงานของรัฐบาลจะเป็นตัวบ่งชี้ได้ดีที่สุด การรัฐประหารครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและออกมาแสดงความยืนดีกับการรัฐประหารค่อนข้างจะมากเมื่อเปรียบเทียบกับการรัฐประหารในอดีตที่ผ่านมา แต่ไม่ได้หมายความว่าหนทางข้างหน้าจะราบเรียบ โรยไปด้วยดอกกุหลาบ รัฐบาลชั่วคราวยังคงต้องเผชิญกับมรสุมทางการเมืองที่ตกค้างกันมาตั้งแต่รัฐบาลคราวก่อน และปัญหาที่หมักหมมกันมานานโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาแรงงาน

กลุ่มองค์กรผู้ใช้แรงงาน ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารก็คือ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้ออกแถลงการณ์แสดงท่าที ไม่เห็นด้วยกับวิธีการรัฐประหารในการแก้ไขความขัดแย้งในสังคมไทย และการออกคำสั่งที่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในขณะที่พันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย ได้ออกมายื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัด จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปโดยเร็ว คืนอำนาจให้ประชาชน ยกเลิกกฎหมายที่เป็นข้อจำกัดในด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชน ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มาเป็นพื้นฐานของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปรับปรุงเฉพาะในส่วนของการรวมศูนย์อำนาจการเมืองและการแทรกแซงองค์กรอิสระ รวมทั้งแก้ไขปัญหาแรงงานเป็นการเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 233 บาท และการแก้ไขกฎหมายแรงงานยกเลิกการจ้างการเหมาค่าแรง


ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้รัฐบาลชั่วคราวที่มี พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีเสถียรภาพที่ดี มีความมั่นคงได้นั้นก็คือการแก้ไขปัญหาแรงงาน เป็นการเร่งด่วน เป็นการสร้างการยอมรับให้กับสังคมถึงความตั้งใจที่ดีในการแก้ไขปัญหาของประชาชน เป็นโอกาสอันดีของสังคมไทยในยามนี้ที่จะได้มีโอกาสที่คาราคาซังกันมานาน

แต่ถ้ารัฐบาลใหม่ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของผู้ใช้แรงงาน โดยเป็นการปล่อยให้ปัญหาของผู้ใช้แรงงานเป็นหน้าที่ของข้าราชประจำแล้วเชื่อกันได้ว่า กลุ่มผู้ใช้แรงงานจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับประชาชนกลุ่มอื่นๆ ในที่สุด ปัญหาความขัดแย้ง แตกแยกในสังคม ไม่มีที่สิ้นสุดลงอย่างแน่นอน